Archive

Author Archive

ประกวดหนังสั้น มูลนิธิหนังไทย

ใบสมัครออนไลน์

http://www.thaifilm.com/entry_form/thaishortfest_form.php

หมดเขต 31 พฤษภาคม 2553

หมวดหมู่:Uncategorized

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ตอนจบ

กุมภาพันธ์ 22, 2010 ใส่ความเห็น

5. ภาพยนตร์ในปัจจุบัน (ค.ศ. 1965-ปัจจุบัน)

ในระยะ 2 ทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ปรากฏว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์มีแนวโน้มไปในเรื่องของชาตินิยมเป็นสำคัญ ทว่าหลังจาก ค.ศ.1965 เป็นต้นมาก็ได้เปลี่ยนแนวไปเป็นสากลนิยมมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเนื่องด้วยการจัดจำหน่าย ที่เผยแพร่ไปทั่วโลกเท่านั้น หากแต่ในด้านการผลิตก็มีลักษณะเป็นสากลมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้กำกับอิตาเลียนอาจใช้ตัวแสดงที่เป็นอังกฤษ อิตาเลียน ฝรั่งเศส และเยอรมัน ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ เป็นเรื่องของชาวเยอรมันก็เป็นได้ สิ่งเหล่านี้เป็นการทำลายกำแพงแห่งเชื้อชาติ และ วัฒนธรรมที่เคยเป็น เครื่องกีดขวางอยู่แต่เดิม

การที่กลุ่มผู้ชมภาพยนตร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้แก่คนหนุ่มสาวที่มีการศึกษานี่เอง ทำให้แนวโน้ม ของการสร้างภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดมีเนื้อหาและรูปแบบเช่นที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ไม่มีการตีกรอบให้ผู้สร้าง อีกต่อไป แต่ว่ามีการกำหนดวุฒิภาวะของผู้ชมขึ้นมาแทน ในหนังยุคนี้บางทีฝ่ายธรรมะก็มิได้รับชัยชนะเสมอไป ชีวิตของตัวละครก็ไม่ได้ถูกต้องและดีงามไปเสียทั้งหมด จะว่ากันจริงๆ แล้วก็คือในชีวิตจริงนั้น ฐานะของ ความดี และความชั่วดูจะกลับตรงกันข้ามกับในอุดมคติ คนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันตระหนักในข้อนี้ดี พวกเขา จึงเยาะหยันอุดมการณ์อันสวยงามที่หลุดออกจากปากนักการเมือง รวมทั้งความถูกต้อง งดงาม ในหนัง ยุคเก่าด้วย

ตัวเอกของหนังปัจจุบัน มักเป็นคนที่กบฏไม่พอใจสังคม เป็นผู้ทำลายภาพพจน์ของอุดมคติเก่าๆ แต่เขาจะให้คุณค่าต่อความจริงใจและประสบการณ์ทางเพศมากกว่าศีลธรรมจรรยาของพวกมือถือสากปากถือศีลทั้งหลาย

นอกจากแนวคิดและบุคลิกภาพของตัวละครที่มีลักษณะเป็นกบฏต่อสังคมแล้ว ฮอลลีวู้ดยังได้พัฒนา รูปแบบของภาพยนตร์ตามแบบยุโรป ซึ่งมีลักษณะเป็นนวกรรมใหม่ที่กบฏต่อรูปแบบเดิม ภาพยนตร์ในปัจจุบัน จึงอาจไม่เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลแต่ต้นจนจบ แต่จะเป็นเพียงประสบการณ์อุปมา ของภาพ เคลื่อนไหวที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ชม ผู้กำกับหนังยุคนี้สามารถเล่นกับเทคนิคต่างๆ ได้อย่างเสรี ทั้งในเรื่องของเวลา ช่วงเวลา ความต่อเนื่อง เช่นเดียวกับยุคหนังเงียบ และยังพัฒนากว่า ในแง่การใช้กล้อง การบันทึกเสียง ตลอดจนเทคนิคการตัดต่อและการทำเทคนิคพิเศษต่างๆ

ราวปี 1970 อุตสาหกรรมภาพยนตร์สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ต่างก็ได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลง ไปทั้งด้านศิลปะและธุรกิจ ฮอลลีวู้ดมิได้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป เพราะภาพยนตร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไปถ่ายทำกันในนิวยอร์ก เม็กซิโก และยุโรป ตลอดจนดินแดนอื่นๆ ที่มิใช่ศูนย์กลางของอาณาจักรภาพยนตร์ (และที่จริงฮอลลีวู้ดก็ได้กลายเป็นแหล่งผลิต เพื่อโทรทัศน์ มากกว่าด้วย) อย่างไรก็ดี ด้วยความตั้งใจของผู้กำกับฯ ด้วยความสนใจและคำวิพากย์วิจารณ์ จากผู้ชมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง งานสร้างภาพยนตร์ในปัจจุบันจึงพัฒนาขึ้นเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง มากว่าจะเป็นเพียงสื่อเพื่อการบันเทิงจากระบบอุตสาหกรรมเช่นที่เป็นมา

นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านเนื้อหาและกระบวนการผลิตแล้ว ทางด้านการจัดจำหน่าย ภาพยนตร์โยเฉพาะของฮอลลีวู้ดก็ยังเปลี่ยนไปด้วย ทั้งนี้สืบเนื่องจากปัญหาการเกิดขึ้นของภาพยนตร์ อิเล็กทรอนิค หรือวีดีโอเทปที่ดูท่าว่าจะเข้ามาคุกคามความมั่นคงของการสร้างภาพยนตร์ตลอดจนโรงฉายภาพยนตร์ เพราะประชาชนใช้วิธีบันทึกภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์แลกเปลี่ยนกันดู รวมทั้งมีการลักลอบ บันทึก ภาพยนตร์ที่ฉายอยู่ตามโรงออกจำหน่ายเป็นธุรกิจ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ปี ผู้สร้างภาพยนตร์ก็เริ่มมองเห็นว่าวีดีโอเทปคือเครื่องมือ ที่จะเปิดตลาด จัดจำหน่ายแห่งใหม่ให้กับภาพยนตร์ อีกทั้งประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายเทปลักลอบที่คุณภาพต่ำมาก ดังนั้น บริษัทภาพยนตร์จึงเปิดกิจการอัดภาพยนตร์ของตนลงวีดีโอเทปออกจำหน่าย บางบริษัท เช่น ทเวนตี เซ็นจูรี ฟ้อกซ ก็ร่วมทุนกับสถานีโทรทัศน์ ซี.บี.เอส. เพื่อจัดจำหน่ายวีดีโอเทปภาพยนตร์เรื่อง และก็กลายเป็น ผู้จัดจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดไป

ด้วยเหตุนี้เอง ความคิดที่ว่าภาพยนตร์จะต้องสลายไปเพราะมีวีดีโอเทปมาแทนที่จึงไม่เป็นจริง นอกจากนี้คุณภาพที่แตกต่างกันระหว่างฟิล์มภาพยนตร์กับเทปโทรทัศน์ก็ทำให้ภาพยนตร์สามารถบันทึก ภาพได้ละเอียดประณีตกว่า ด้วยเหตุนี้ รายการภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ รวมถึงมิวสิควีดีโอ ก็ยังถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ก่อน แล้วจึงถ่ายทอดลงเทปโทรทัศน์ภายหลัง

ในทศวรรษ1980 และ1990 กลุ่มผู้ชมภาพยนตร์มีอายุต่ำลงเรื่อยๆ ผู้กำกับฯ รุ่นใหม่ที่ประสบ ความสำเร็จมหาศาลก็เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่เช่นกัน ลักษณะของหนังส่วนใหญ่ในสองทศวรรษนี้ นอกจาก จะคงแนวคิดและบุคลิกของตัวละครเช่นเดียวกับในทศวรรษ 1970 แล้ว ยังพัฒนาขึ้นอย่างมาก ในด้านการ เล่นเทคนิคพิเศษต่างๆ ในหนังทั้งหนังประเภทนิยายวิทยาศาสตร์และแฟนตาซี หรือแม้จะเป็นหนังชีวิต หนังผจญภัย ลักษณะที่สมจริงมีเหตุผลถูกลดลงเป็นด้านรองโดยมุ่งให้ความสนุกสนาน ตื่นเต้น ตาม จินตนาการของผู้สร้างที่สอดรับกับความต้องการของผู้ชมส่วนใหญ่ (ที่มีอายุน้อยลงทุกที) เป็นด้านหลัก หนังดังๆ ที่ถือว่าเป็นตัวแทนของหนังร่วมสมัยนี้ได้แก่ Star Wars (1977) ของ จอร์จ ลูคัส Raiders of the Lost Ark (1981) ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก, E.T. (1982) ของ สปิลเบิร์ก และ Batman (1989) ของ ทิม เบอร์ตัน เป็นต้น

หมวดหมู่:Resource Persons

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ภาค 2

กุมภาพันธ์ 22, 2010 ใส่ความเห็น

1.1.           สิ่งประดิษฐ์ของพี่น้องลูมิแอร์

เนื่องจากว่าเอดิสันได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์เครื่องฉายและกล้องถ่ายภาพยนตร์ของเขาแต่เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา บรรดานักประดิษฐ์ชาวยุโรปชาติต่างๆ ที่สนใจและค้นคว้าในเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อได้มาชม นิทรรศการประดิษฐกรรมของเอดิสันจึงสามารถลอกแบบและนำไปปรับปรุงให้ดีกว่าได้ และในบรรดา นักประดิษฐ์ ที่มีบทบาทต้อประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในช่วงปี ค.ศ.1895-1900 นั้น มีอยู่คู่หนึ่งที่นับว่ามี บทบาทสำคัญมากก็คือ พี่น้องลูมิแอร์ อันได้แก่ Auguste และ Louise Lumiere  ในปี ค.ศ.1894 ได้มีการแสดงประดิษฐกรรมทางภาพยนตร์ของเอดิสันในฝรั่งเศสและปรากฏว่าตัวแทนจำหน่ายของเอดิสันในฝรั่งเศสตั้งราคาไว้สูงมาก คนฝรั่งเศสที่สนใจในเรื่องนี้จึงเรียกร้องให้มีการผลิตขึ้นในฝรั่งเศสเอง Auguste จึงได้ทดลองออกแบบกล้องถ่ายภาพยนตร์ขึ้น แต่ก็ยังใช้การไม่ได้ดีพอจนกระทั่ง Louis ได้เสนอว่า น่าจะใช้ เครื่องกลแบบเดียวกับที่ใช้ในจักรเย็บผ้าที่จะช่วยเลื่อนฟิล์มไปข้างหน้า ซึ่งก็คือ “กวัก” อันเป็นกลไกสำคัญ อย่างหนึ่งที่ยังคงใช้อยู่ในกล้องถ่ายและฉายภาพยนตร์ปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกล้องถ่ายภาพยนตร์ของ เอดิสันกับลูมิแอร์แล้ว พบว่าลูมิแอร์ได้พัฒนาประดิษฐกรรมของเขาให้มีประสิทธิภาพมากกว่าของเอดิสันใน    3 ประการสำคัญ คือ

ประการแรก เขาได้สร้างกล้องถ่ายภาพยนตร์ที่มีน้ำหนักเบา มีก้านหมุน (Handcranked) เคลื่อนย้ายได้ ทำให้สามารถนำไปใช้ถ่ายภาพยนตร์นอกสถานที่ได้

ประการที่สอง กล้องของพี่น้องลูมิแอร์ มีอัตราเร็วในการบันทึกภาพวินาทีละ 16 ภาพ โดยใช้หลักการเว้นช่วงจังหวะการเดินของฟิล์มด้วย “กวัก” ซึ่งนอกนากจะเป็นการประหยัดฟิล์มแล้ว ยังช่วยให้เครื่องฉายเดินเรียบและเสียงเบาลงด้วย

ประการสุดท้าย ประดิษฐกรรมของลูมิแอร์สามารถใช้ได้ทั้งการถ่ายและฉายภาพยนตร์ในเครื่องเดียวกัน

ลูมิแอร์ ได้จดทะเบียลิขสิทธิ์ผลงานของเขาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1895 โดยให้ชื่อประดิษฐกรรมนี้ว่า Cinematography

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่พี่น้องลูมิแอร์ถ่ายทำขึ้นก็คือ La Sortie des ouvriers de I’ usine Lumiere (คนงานออกจากโรงงานลูมิแอร์) แสดงให้เห็นภาพชีวิตประจำวันของคนงานที่ออกจากโรงงาน ซึ่งมีลักษณะที่เป็นไปเองตามปกติและไม่มีการ “จัดแสดง” นี่เป็นอีกจุดหนึ่งของความแตกต่างทางด้านศิลปะ การสร้างภาพยนตร์หรือสุนทรียศาสตร์ระหว่างลูมิแอร์กับเอดิสันซึ่งจะเห็นได้จากภาพยนตร์หลายๆ เรื่องของสองฝ่ายนี้ อาจกล่าวได้ว่า ในขณะที่เอดิสันนั้นเป็นบิดาของภาพยนตร์เรื่อง หรือภาพยนตร์ที่ เป็นการแสดง ลูมิแอร์ก็จะเป็นฝ่ายเริ่มบุกเบิกภาพยนตร์ธรรมชาติหรือสารคดี เพราะว่าหนังของลูมิแอร์ส่วน ใหญ่จะเป็นการจับภาพของช่วงชีวิตที่เกิดขึ้นหน้าเลนส์ของกล้องมากกว่าจะเป็นการจัดแสดงขึ้นหน้ากล้อง

การจัดฉายภาพยาตร์ของลูมิแอร์ให้สาธารณชนชมเป็นครั้งแรกทำกันที่ห้องใต้ถุนของร้าน Grand Cafe ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1895 ซึ่งถือว่าเป็นจุดยุติของยุคบุกเบิกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ การสร้างภาพยนตร์ในลักษณะของเครื่องเล่นที่เป็นกลไกจบสิ้นลงแล้ว ผู้ที่เข้ามามีบทบาทต่อจากนี้ไป ก็คือ บรรดาศิลปิน นักลงทุน และสาธารณชน

2. ยุคของฟิล์มสตริปและภาพยนตร์ม้วนเดียวจบ (ค.ศ. 1896 – 1907)

หลังจากที่การพัฒนาทางด้านเครื่องมือ (Hardware) และอุปกรณ์ในการถ่ายทำและฉาย ภาพยนตร์ได้ดำเนินไปในระดับหนึ่งตามที่ได้กล่าวไว้ในยุคเริ่มต้นหรือยุคของการบุกเบิกงานสร้างภาพยนตร์นั้นแล้วก็ได้มีผู้สนใจหันมาให้ความสำคัญทางด้านการผลิตภาพยนตร์ขึ้น แต่ในยุคที่ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เพิ่งจะเริ่มก้าวเดินนี้ ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเกือบทั้งหมดยังคงเป็นเพียงเรื่องสั้นๆ ถ่ายทำด้วยฟิล์มเพียงท่อน เดียวที่เรียกว่า ฟิล์มสตริป หรือมิฉะนั้นก็มีความยาวแค่ม้วนเดียว (One reelers)

3. ยุคหนังเงียบ (ค.ศ. 1908 – 1928)

ยุคหนังเงียบ เป็นยุคที่สหรัฐฯ ได้พัฒนาศิลปะการสร้างภาพยนตร์ขึ้นอย่างมาก ประจวบกับสงครามโลกครั้งแรกได้เกิดขึ้นในยุคนี้ด้วย เป็นผลให้พัฒนาการทางภาพยนตร์ของประเทศต่างๆ ในยุโรปที่เข้าสงครามต้องสะดุดชะงัก และกลายเป็นฝ่ายรับในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จะเห็นได้จากสถิติที่ว่าก่อนปี ค.ศ.1914 นั้น 90 เปอร์เซ็นต์ของภาพยนตร์ที่ส่งออกไปฉายในตลาดโลกเป็นของฝรั่งเศส ทว่าหลังปี 1928 เป็นต้นมา 85 เปอร์เซ็นต์ของหนังในตลาดโลกเป็นของสหรัฐฯ

3.1 สมัยของกริฟฟิธ

การค้นพบศิลปะภาพยนตร์อย่างแท้จริงเริ่มต้นด้วยงานของกริฟฟิธ เพราะดูเหมือนว่า จะไม่มี ข้อคิดค้นประการใดเกี่ยวกับภาพยนตร์ขาว-ดำ ที่กริฟฟิธไม่สามารถควบคุมหรือบอกให้คนอื่นควบคุมได้ การค้นพบพื้นฐานที่สำคัญสองประการของกริฟฟิธก็คือ ผลของการจัดองค์ประกอบภาพและ การตัดต่อ ซึ่งเป็นการจัดSpace and Time ให้เหมาะสม โดยกริฟฟิธ ได้พัฒนาในเรื่องพื้นผิวของภาพ (Texture) การมองเห็น (the look) และความรู้สึก (the feel) รวมทั้ง Tone ของภาพแต่ละช็อต กับทั้งการจัดจังหวะ (Rhythms) ความหมาย (Meaning) การรับรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Kinetic Sensation) ตลอดจนกระทั่ง การต่อเชื่อมแต่ละช็อตหรือแต่ละคัทเข้าเป็นเรื่องราวอย่างเฉลียวฉลาด กริฟฟิธมีความคิดหลักอยู่ว่า พื้นฐานที่แท้จริงของโครงสร้างภาพยนตร์ก็คือ “ช็อต” ไม่ใช่ “ฉาก” (ดังที่ เมลิแอร์หรือเซคก้า หรือพอร์เตอร์ เคยให้คำจำกัดความไว้) ภาพยนตร์เป็นสื่อภาษาชนิดใหม่ที่มีไวยากรณ์และศิลปะแห่งการจูงใจเฉพาะตัวของมันเอง การเรียงร้อย แต่ละช็อตเข้าด้วยกันเป็นฉาก หลายฉากรวมเข้าเป็นซีเควนซ์ และหลายๆซีเควนซ์รวมเข้าเป็นเรื่อง ก็เป็น ไปในทำนองเดียวกับการเอาคำมาต่อกันเข้าให้เป็นประโยค จากประโยคหลายๆ ประโยครวม กันเป็น ย่อหน้าหนึ่ง และหลายๆย่อหน้ารวมเข้าเป็นบทความหรือเรื่องราวเรื่องหนึ่งนั่นเอง กริฟฟิธมิได้เสนอการค้นพบ ข้อนี้ของเขาในรูปของทฤษฎีเท่านั้น หากได้แสดงให้เห็นในการสร้างภาพยนตร์นับร้อยๆ เรื่องทีเดียว

กริฟฟิธปฏิเสธการจับภาพที่เรียกว่า Standard Shot ซึ่งบริษัทสนับสนุนให้ใช้ (ด้วยเหตุผลที่ว่า คนดูยอมเสียเงินเข้าชมภาพยนตร์ เพื่อที่จะได้เห็นตัวแสดงเต็มๆ ตัวไม่ใช่แค่ครึ่งเดียว ในเมื่อต้องจ่าย อัตราค่าดูที่เท่ากันอยู่แล้ว) กริฟฟิธได้พัฒนาการถ่ายทำโดยให้มีการจับภาพในระยะต่างกันทั้งชุดทีเดียว นับแต่ใกล้มาก (Extreme Close-up) ไปจนถึงไกลมาก (Extreme Long Shot) เพราะเขาได้ค้นพบว่า การจัดองค์ประกอบของภาพในแต่ละเฟรม โดยคำนึงถึงขนาดของภาพที่จะจัดตามบทบาทของผู้แสดง จะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ดู มากว่าการบันทึกภาพในลักษณะเดียวกับการแสดงละครบนเวที

เกี่ยวกับจังหวะของการตัดต่อภาพแต่ละช็อตให้ต่อเนื่องกัน กริฟฟิธพบว่า การตัดภาพอย่าง เฉื่อยชาจะให้ความรู้สึกเงียบ สงบ และเรียบเรื่อย ขณะที่การตัดภาพอย่างกระทันหันรวดเร็ว จะสร้าง ความรู้สึกตึงเครียดเร้าใจ เพิ่มความรู้สึกรวดเร็ว อีกทั้งเสนอภาพในลักษณะแทนตาตัวละคร จะเป็น การเล่าความนึกคิด ความสนใจของตัวละครนั้นๆ ได้ด้วย

a)     ยุคต้นของหนังตลก

ยุคสมัยของกริฟฟิธ ก็คือจุดเริ่มต้นของหนังตลกด้วย และมีผู้นำคนแรกของยุคนี้ก็คือ Mack Sennett

§      เซนเนท (Sennett)

เริ่มทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ในปี ค.ศ.1907 ร่วมกับกริฟฟิธที่บริษัทไบโอกราฟ ผลงานของเขาตั้งแต่ปี 1908-1912 ก็ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมทั้งสร้างสานุศิษย์ในวงการหนังตลกอีกหลายคน เช่น Charlie Chaplin, Fatty Arbuckle, Harold Lloyd ฯลฯ

ในหนังตลกของเซนเนทเขามักใช้คนแสดงเป็นเครื่องจักร หรือให้ความสำคัญกับเครื่องจักรมากกว่า ความเป็นคน นอกจากนี้หนังของบริษัทคิสโตนจะพยายามลดปัญหาสังคมโดยเอาเรื่องของการดูถูก หรือกดขี่กันมาทำเป็นเรื่องตลกไร้สาระ เช่น หนังที่ล้อเลียนพวกยิว พวกเยอรมัน คนผิวดำ รวมทั้งคนรวยหัวสูง พวกคลั่งจริยธรรม นักเทศน์ ครูอาจารย์ และตำรวจ ในหนังเหล่านี้จะมีการเตะก้นกัน หรือเอาก้อนอิฐทุบหัว อยู่เสมอๆ นอกจากนี้ เซนเนทยังชอบสร้างหนังที่ล้อเลียนหนังเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง เช่นเรื่อง A Versatile Vilain (1915) ที่ล้อเลียนหนังคาวบอยตะวันตก เป็นต้น

§      ชาลี แชปลิน

เป็นบุคคลที่นำหนังตลกไปในแนวทางใหม่ ในตอนแรก แชปลิน เริ่มเล่นหนังให้เซนเนท โดยแสดงเป็นตุ๊กตาหุ่นยนต์ ต่อจากนั้นก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย จนกระทั่งเลื่อนขึ้นมากำกับหนังเอง และได้ทำหนังดีๆ ให้บริษัทคิสโตนหลายต่อหลายเรื่อง แต่ในด้านการแสดงแล้ว เขามักได้รับบทชาย จรจัด ที่สวมเสื้อผ้าหลวมโคร่งเสมอ

บทเรียนอันมีค่าที่ชาลีได้จากการทำงานกับเซนเนทที่คิสโตนก็คือ ความคิดเกี่ยวกับวัตถุ เซนเนทมักใช้คนเล่นเป็นวัตถุที่ไม่มีชีวิต แต่แชปลินจะทำให้วัตถุนั้นกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมา เช่นในเรื่อง His Favorite Passtime เขาต้องสู้กับบานประตูร้านเหล้าอยู่เป็นนาน เทคนิคในภาพยนตร์ตลกของเขา มักเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ รอบตัวเรานั่นเอง

นอกจากนี้ ชาลียังเริ่มรับรู้ว่า โลกของเรานั้นมิได้เป็นโลกที่โง่เขลาหรือง่ายดาย เช่นที่เซนเนท สะท้อนออกมาเลย ตำรวจมิใช่ตัวตลกเท่านั้น หากยังเป็นคนมีอำนาจหรือกฎหมายอยู่ในมือด้วย และกฎหมายนั้นก็เป็นระเบียบบังคับที่คนมีทรัพย์สินตราออกมาเพื่อพิทักษ์ทรัพย์สินของตนเอง เขารู้สึกว่าความจำเป็นที่แท้จริงของคนเราไม่ได้อยู่ที่การพยายามหยิบขนมพายขึ้นมาเขวี้ยงใส่หน้าคนอื่น หากแต่อยู่ที่การพยายามจะไขว่คว้าหาขนมปังมากินให้อิ่มท้องต่างหาก ดังนั้นในการกำกับภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ให้คีสโตน ชาลีก็พยายามสร้างหนังที่แฝงเนื้อหาที่จริงจังขึ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับความต้องการตอบ สนองทางวัตถุ ที่จำเป็นต่อชีวิต มิตรภาพระหว่างเพื่อนมนุษย์ ความขัดแย้งระหว่างคนกับธรรมชาติ รวมทั้งความหมุนเวียน ของสังคม อย่างไรก็ตาม เซนเนทไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาหนังตลกไปในแนวนี้ ชาลีจึงยังคงต้องเล่น เป็น เจ้าคนจรจัดที่คอยเตะก้นคนอื่นซึ่งมาเตะก้นเขาเข้าก่อน หรือแม้ว่าบางทีก็จะไม่ได้เตะเขาก่อนก็ตาม ดังนั้นเพื่อที่จะได้พัฒนาการสร้างภาพยนตร์ไปในแนวที่ตนเองต้องการ ชาลี แชปลิน จึงต้องแสวงหาหนทาง อื่นต่อไป

b) อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ เติบโตเต็มที่

บรรดานักสร้างภาพยนตร์คนสำคัญๆ เช่น กริฟฟิธ เซนเนท และแชปลิน ต่างก็ได้พัฒนาฝีมือใน การสร้างภาพยนตร์ของตนได้ถึงขีดสุดในช่วงปี ค.ศ.1915 และนี่ก็เป็นจุดเดียวกับที่อุตสาหกรรม ภาพยนตร์ในสหรัฐฯ ได้พัฒนาขึ้นถึงจุดที่เติบโตเต็มที่เช่นกัน

ยุคนี้นับเป็นยุคแรกที่นำระบบดารายอดนิยมมาจับความประทับใจของสาธารณชน ทำให้ดาราดังๆ มีค่าตัวสูงมาก อย่างเช่น ชาลี แชปลิน หรือ แมรี่ พิคฟอร์ด ที่เซ็นต์สัญญารับค่าตัวปีละล้านเหรียญ

และในทศวรรษนี้เองที่ฮอลลีวู้ดก็ได้กลายมาเป็นเมืองศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เมื่อนายทุนหลายคนได้ประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีเงินล้าน และได้มีการจัดระบบโรงถ่ายในฮอลลีวู้ดให้เป็นมาตรฐาน Thomas H. Ince เป็นผู้อำนวยการสร้างคนหนึ่งในจำนวนผู้ที่เริ่มระบบโรงงานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยมีการกำหนดตารางการถ่ายทำ คำนวณงบประมาณรวมทั้งกลั่นกรองรับรองบทถ่ายทำ ก่อนที่จะลงมือ ปฏิบัติงาน ปี ค.ศ.1916 Adolph Zukor (อดอล์ฟ ซูเคอร์) ครองตำแหน่งประธานขององค์กรอุตสาหกรรม ภาพยนตร์อันทรงอิทธิพลนี้กลายๆ และเรียกองค์กรนี้ว่า Paramount Pictures ถึงปี 1925 บริษัทอื่นๆ ก็เกิดตามขึ้นมาอีก เช่น Goldwin Pictures Corporation, Universal Pictures Company, Columbia Picture Company, Warner Brothers, The Fox Company และ Metro-Goldwyn-Mayer

Hollywood (ฮอลลีวู้ด)

ฮอลลีวู้ด ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ราวปี 1915 จนถึง 1970 มาจากชื่อฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ในหุบเขา Cahuenga ของนาง Harvey Henderson Wilcox ภรรยาของนักบุกเบิกดินแดนตะวันตก ซึ่งก่อตั้งฟาร์มขึ้นในปี ค.ศ.1888 เธอได้ชื่อนี้จากการเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมแถบชิคาโก แล้วไปพบบ้านพักฤดูร้อนหลังหนึ่งเข้า ชื่อ “ฮอลลีวู้ด” ด้วยความประทับใจจึงกลับไปตั้งชื่อฟาร์มของเธอว่า ฮอลลีวู้ดด้วย ในปี 1910 ชาวบ้านในแถบนี้ได้โวตเสียงให้ฮอลลีวู้ดไปขึ้นอยู่กับเมืองลอสแอนเจอลิส เพื่อที่จะได้รับบริการสาธารณูปโภคด้านน้ำประปา ในตอนนั้นประชากรของฮอลลีวู้ดมีเพียง 5,000 คนเท่านั้น แต่เมื่อเริ่มเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ปรากฏว่าในปี 1919 ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 คน และเมื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฮอลลีวู้ดเติบโตเต็มที่ ประชากรก็เพิ่มเป็น 130,000 คน ในปี1925

โรงถ่ายแห่งแรกที่ตั้งขึ้นที่นี่ ในปี ค.ศ.1911 คือ โรงถ่ายของบริษัท Centaur Co. ซึ่งต้องการสร้างภาพยนตร์ประเภทคาวบอยตะวันตก ปีต่อมาก็ได้มีโรงถ่ายเกิดขึ้นอีก 15 แห่งด้วยกัน

3.4 หนังตลกในทศวรรษที่ 1920

ผลิตผลจากฮอลลีวู้ดที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่ชื่นชอบกันมากในทศวรรษที่ 1920 ก็คือภาพยนตร์ตลก แชปลินเข้าร่วมงานกันนักบุกเบิกทางด้านภาพยนตร์ตลกอีก 3 คน คือ บัสเตอร์ คีตัน, ฮาโรลด์ ลอยด์ และแฮรี่ แลงดอน ซึ่งมีผลงานและได้รับความนิยมพอๆ กัน

3.5 หนังสารคดียุคแรก

การพัฒนาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของหนังเงียบในสหรัฐฯ ก็คือการเริ่มต้นกำเนิดภาพยนตร์สารคดี เรื่องสำคัญของโรเบิร์ต ฟลาเฮอร์ตี้ (Robert Flaherty) เรื่อง “Nanook of the North” ปี 1992 เป็นหนังสารคดี เรื่องแรกของสหรัฐฯ ที่ประสบความสำเร็จทางการค้าอย่างมาก

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวชีวิตชาวเอสกิโมที่สะท้อนผ่านตัวละครชื่อ “น่านุก” ซึ่งแต่ละวันของเขา ต้องต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอด จากภาพยนตร์ผู้ชมจะได้รู้สึกว่า หากเขาเป็นนานุก เขาจะรู้สึกอย่างไร รวมทั้งได้เห็น วิถีชีวิตในสายตาของนานุกด้วย ความสำเร็จของภาพยนตร์ชุดนี้ ทำให้ฟลาเฮอร์ตี้ มีโอกาสสร้างภาพยนตร์ สารคดีอื่นๆ ให้ฮอลลีวู้ด บางเรื่องเขาก็ทำคนเดียวเช่น Moana (1926) บางเรื่องก็ร่วมกับคนอื่น เช่น White Shadow of the South Seas (1928) และ Tabu (1931) ต่อมาฟลาเฮอร์ตี้รู้สึกว่าฮอลลีวู้ดไม่เป็นมิตร ต่อ ความมุ่งหมายในอันที่จะสังเกตและสร้างสรรค์ประสบการณ์ชีวิตอย่างเป็นเอกภาพของเขา เขาจึงอพยพ ไปอยู่อังกฤษ และได้ไปเป็นผู้นำให้วงการภาพยนตร์อังกฤษก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวงในการสร้างภาพยนตร์ สารคดีในทศวรรษที่ 1930

4. ยุคหนังเสียง (ค.ศ.1928-1945)

4.1   การทดลองและการสร้างภาพยนตร์เสียงระยะแรก

ความคิดที่จะบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์นั้น เกิดขึ้นมานานควบคู่กับการคิดสร้างภาพยนตร์นั่นเอง การที่เอดิสันให้ดิคสันทดลองสร้างกล้องถ่ายและเครื่องฉายภาพยนตร์ก็เพื่อจะนำมาใช้ประกอบเสียงกับเครื่อง Phonograph ของเขา นักประดิษฐ์คนอื่นๆ ในยุโรปก็ได้ทดลองเกี่ยวกับหนังเสียงมาแล้วเช่นกัน ดังปรากฏ ในงานแสดงสินค้าโลก (World Exposition) เมื่อปี ค.ศ.1900 ที่ปารีส มีนักประดิษฐ์ชาติต่างๆ นำระบบการ บันทึกเสียงในภาพยนตร์ไปแสดง ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบใหญ่ๆ คือ

ระบบ Phonorama ของ L.A. Berthon, C.P. Dussaud และ G.F. Jaubert

ระบบ Chronophone ของ Leon Gaumont

ระบบ Phono-Cinema-Theatre ของ Clement-Maurice Gratioulet และ Hemri Lioret ซึ่งนำผลงานภาพยนตร์เสียงความยาว 1 นาที ของนักแสดงละคร โอเปร่า บัลเล่ต์ ที่มีชื่อเสียงไปฉายด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีระบบการบันทึกเสียงในภาพยนตร์เกิดขึ้นมากมาย (ซึ่งทุกระบบยังคงบันทึก เสียงลงไปกระบอกเสียง หรือจานเสียง) แต่ก็ยังไม่มีใครนิยมทำหนังเสียงเพื่อการค้าเนื่องจากปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ

1.    ความยุ่งยากของการบันทึกเสียงให้สัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่างๆ ในภาพยนตร์

2.    ปัญหาในการขยายสัญญาณเสียงให้ดังพอที่ผู้ชมจำนวนมากจะได้ยิน

3.    ขนาดของกระบอกเสียงหรือ (ต่อมาพัฒนาเป็น) จานเสียงไม่สัมพันธ์กับความยาวของภาพยนตร์ (จานเสียงมีขนาดจำกัด ในขณะที่ภาพยนตร์ได้พัฒนาสร้างเป็นเรื่องยาวมากขึ้น)

ในเมื่อเสียง เป็นส่วนประกอบสำคัญของภาพยนตร์ ดังนั้นตลอดยุคหนังเงียบ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่1 การค้นคว้าทดลองเพื่อหาวิธีบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์อย่างมี ประสิทธิภาพและเสียค่าใช้จ่ายไม่สูง จึงยังคงดำเนินต่อไป และแนวทางการทดลองก็เปลี่ยน จากการบันทึกเสียงลงในแผ่นเสียง (Sound-On-Disc) ไปเป็นการบันทึกเสียงลงบนฟิล์ม (Sound-On-Film) เลยทีเดียว

หนังเสียงในยุคแรกเริ่มจึงมีลักษณะของภาพนิ่งๆ ผสมผสานกับเสียงสนทนา ไม่มีการเคลื่อนไหว ในภาพยนตร์อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น ในเรื่อง “The azz Singer” ในซีเควนซที่มีเสียงนั้น กล้องแช่นิ่งจับภาพนิ่ง ของ อัล จอลสัน ที่กำลังร้องเพลงโดยมีการตัดภาพเพียงน้อยนิด หากจะมีการขยับเคลื่อนไหวบ้างก็เป็น การ เคลื่อนไหวของผู้แสดงไม่ใช่ตัวกล้อง อย่างไรก็ตามในซีเควนซที่ไม่มีการพูดยังคงมีการเคลื่อนไหวกล้องให้ได้ ภาพที่ต่อเนื่องและกระฉับกระเฉง แต่ปรากฏว่าคนกลับไปให้ความสนใจหนังตอนที่มี เสียงเพลง และ เสียงพูดมากว่า นักวิจารณ์ภาพยนตร์บางคนสรุปว่าผู้ชมภาพยนตร์ในยุคนั้นสนใจแต่จะได้เห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ จนกระทั่งศิลปะของภาพยนตร์หรือภาพยนตร์ในฐานะที่เป็นศิลปะแขนงหนึ่งต้องตายลง

หนังเสียงที่น่าสนใจเรื่องแรกๆ หลายเรื่องที่ผลิตขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับเทคนิค ด้านเสียงอย่างสมบูรณ์ได้เป็นประเทศแรก ผู้กำกับหลายคนเรียนรู้เทคนิคในเรื่องนี้ และนำไปปรับใช้ให้ได้ ประสิทธิภาพ นั่นคือแม้ว่าในฉากที่มีบทสนทนานั้น ผู้มีบทพูดจะต้องอยู่นิ่ง แต่ผู้แสดงคนอื่นๆ ก็สามารถ เคลื่อนไหวได้ รวมทั้งกล้ององก็สามารถเคลื่อนไหวได้ในฉากที่ไม่มีบทพูด หลังจากนั้นจึงนำภาพยนตร์ ดังกล่าวมาบันทึกเสียงดนตรีและเสียงประกอบเข้าไป ผลงานชิ้นสำคัญๆ ในระยะนี้ได้แก่เรื่อง Love Parade (ปี ค.ศ.1929) ของ Errist Lubitsch, เรื่อง Applause (ปี 1929) ของ Rouben Mamoulian, เรื่อง Hallelujah (ปี 1929) ของ King Vidor, รวมทั้งเรื่อง All Quiet on the Western Front (ปี 1930) ของ Lewis Milestone ภาพยนตร์เหล่านี้หวนกลับมาใช้หลักการสื่อสารด้วยภาพของยุคหนังเงียบ และ Kubitsch เองก็ได้พบข้อสรุปว่า ในการสร้างภาพยนตร์พูดนั้น บทสนทนาต่างๆ จำเป็นต้องเขียนได้ดียิ่งด้วยภาพยนตร์จึง จะประสบ ความสำเร็จ (หนังของเขาส่วนใหญ่เขียนบทโดย Samson Raphaelson)

4.2 การทดลองและการสร้างภาพยนตร์สี

การทดลองเกี่ยวกับการใช้สีในภาพยนตร์เริ่มต้นมาพร้อมๆ กับการใช้เสียง ตั้งแต่ยุคฟิล์มสตริปมาแล้ว ที่เมลิแอร์ใช้วิธีจ้างคนงานหญิง 21 คน มาช่วยกันระบายสีลงในฟิล์มหนังทีละเฟรม ด้วยมือ

ในสหรัฐฯ ทั้งพอร์เตอร์และกริฟฟิธเคยใช้น้ำยาเคมีย้อมสีหนังมาแล้ว และในช่วงทศวรรษ 1920 หนังสหรัฐฯ ราว 80 เปอร์เซ็นต์ที่สร้างขึ้นก็มีการย้อมสีบางซีเควนซกันจนเป็นแฟชั่น

หลักการสำคัญของการทำหนังสีทุกระบบก็คือ การแยกสีธรรมชาติออกเป็นแม่สี 3 สี แล้วบันทึกแต่ละแม่สีลงในชั้นไวแสงแต่ละชั้นของฟิล์มในม้วนเดียวกัน เมื่อนำฟิล์มนั้นมาฉาย แม่สีเหล่านั้นก็จะผสมผสานกันฉายกลับออกมาให้เห็นเป็นสีธรรมชาติดังเดิม

หมวดหมู่:Resource Persons

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ภาค 1

กุมภาพันธ์ 22, 2010 ใส่ความเห็น

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

เรียบเรียงโดย อ.นรเศรษฐ์ ไวศยกุล

ความปรารถนาที่จะเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยภาพที่เคลื่อนไหวได้หรือที่เรียกว่า “ภาพยนตร์” นั้น มีอยู่ในความคิดฝันของมนุษย์ทั่วโลกมานานแสนนานแล้ว อาจจะตั้งแต่ยุคโบราณก็เป็นได้สันนิษฐานว่าใน ชั้นแรก ก็เป็นการใช้มือเล่นเงาให้เกิดรูปร่างต่างๆ ที่เคลื่อนไหวได้ที่หน้ากองไฟ โดยมีผนังถ้ำเป็นจอฉาย ในสมัยต่อๆ มาก็มีการเขียนภาพที่มีลักษณะอาการต่อเนื่องกันลงในสมุดทีละหน้า หรือบ้างก็เขียนไว้บนพัด ที่มีสองด้าน เมื่อพลิกสมุดหรือหมุนพัดเร็วๆก็จะได้ภาพที่ดูเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ศิลปินพื้นบ้าน ในบาง ประเทศก็ได้คิดทำตัวหนังเพื่อเชิดชักเล่นเป็นเรื่องราวหลังจอผ้าขาวบางโดยใช้ตะเกียงเป็นแหล่งกำเนิด แสงเช่น ในประเทศอินโดนีเซีย หรือในประเทศไทยเราเอง ที่มีทั้งหนังใหญ่ และหนังตะลุง ซึ่งทำให้คนไทย เราติดปาก เรียกการเสนอเรื่องราวด้วยภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบของภาพยนตร์ซึ่งใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ว่า “หนัง” ด้วย เช่นกัน

สำหรับภาพยนตร์ยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีการสร้างนี้ แม้ว่าจะเริ่มร่องรอยด้วยการคิดสร้างแมจิก แลนเทิร์น (Magic Lantern) ของนักประดิษฐ์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ก็ตามที แต่การพัฒนาในเรื่องนี้ก็เชื่องช้ามาก เพราะกว่าจะมีการปรับปรุงจนเป็นแลนเทิร์น สไลด์ (Lantern Slides) หรือเครื่องฉายภาพ ชุดที่ประกอบด้วย เครื่องกลไกง่ายๆ สองสามชิ้น ก็ล่วงเข้ามาถึงต้นศตวรรษที่ 19 อันเป็นยุคของการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องยนต์ กลไกต่างๆ ได้สำเร็จจนกระทั่งก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นมา นักวิชาการภาพยนตร์ ส่วนใหญ่ ที่เขียนตำราต่างๆ ขึ้นไว้ ยังคงถือว่ามันเป็นเพียงช่วง “ก่อนประวัติศาสตร์ภาพยนตร์” อยู่และ ประวัติศาสตร์ ของภาพยนตร์นั้นได้เปิดฉากขึ้นในทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 นี่เอง

ยุคสมัยของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

แม้ว่าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จะมีอายุค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์สาขาอื่นๆ ทว่าวิวัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว และความเปลี่ยนแปลงก็มีอยู่มากมาย ในด้านเศรษฐกิจ จากที่เคยเป็นเพียงของเล่นอย่างหนึ่ง ราคาไม่กี่สตางค์ จนกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ต้องลงทุน นับล้านๆ หรือนับสิบๆล้านเหรียญอเมริกัน ในด้านสถานะหรือคุณค่าที่สังคมยอมรับจากที่เคยเป็นสิ่งบันเทิงใจ ราคาถูกที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกรรมกรเหมืองแร่ไนเมืองพิตสเบิร์กของสหรัฐฯ กลายเป็นงานศิลปะที่ประณีต ละเอียดอ่อนซึ่งชนทุกชั้นชื่นชอบ ในด้านการสื่อสารภาพยนตร์เป็นสื่อสากลที่คนทุกชาติเข้าใจได้ และมีอิทธิพล ยิ่งในการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติและค่านิยมของกลุ่มคน ดังนั้น อายุเพียง1ศตวรรษของภาพยนตร์ จึงสามารถจะแบ่งออกได้หลายยุคด้วยกัน อย่างหยาบๆ ที่สุดก็ไม่ต่ำกว่าสองช่วง คือช่วงต้น เป็นยุค ของการ พัฒนาทางด้านเครื่องมือและอุปกรณ์เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ช่วงหลัง เป็นการพัฒนาด้านการสร้างและ เทคนิคภาพยนตร์ ในที่นี้จะขอแบ่งโดยให้ความสำคัญกับเทคนิคการสร้าง ซึ่งจัดเรียงลำดับเป็น 5 ยุค ดังนี้

1. ยุคบุกเบิก (ค.ศ. 1815 – 1895)

ภาพยนตร์ เป็นประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นในทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 อันถือได้ว่าเป็น ศตวรรษแห่งเครื่องจักรกล โดยได้รับผลพวงจากประดิษฐกรรมที่ได้เกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านั้นสามประการด้วยกัน คือของเล่นตามทฤษฎีว่าด้วยการเห็นภาพติดตา การถ่ายภาพนิ่ง และเครื่องบันเทิงที่มีกลไก

หลักการเห็นภาพติดตานั้น ทำให้เกิดของเล่นที่สามารถสาธิตให้เห็นหลักการดังกล่าวหลายชิ้นด้วยกัน เช่น Thaumatrope ที่มีลักษณะเป็นแผ่นกลม มีภาพเขียนอยู่สองด้าน ที่นิยมกันมากก็คือ รูปนกด้านหนึ่ง และรูปกรงนกอีกด้านหนึ่ง เมื่อหมุนหรือปั่นด้วยความเร็วพอเหมาะ ก็จะได้เห็นภาพเสมือนนกเข้าไปอยู่ในกรง ชิ้นนี้เป็นของ Dr. John Ayrton Paris ส่วน Phenakistocope ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Plateau มีลักษณะเป็น ภาพชุดหนึ่งที่มีอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น แมวกระโดด เรียบเรียงบน แผ่นกลมแผ่นหนึ่ง เวลาจะดูต้องดูภาพจากแผ่นกระจกที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับแผ่นกลม จึงจะมองเห็นภาพคน หรือสัตว์นั้นแสดงอาการเคลื่อนไหวได้

ของเล่นที่เป็นการเห็นภาพติดตานี้ จับเอาจุดของความเป็นจริงทางจิตวิทยาที่ว่า สมองของคนเรา นั้นสามารถจดจำภาพที่ตามองเห็นได้นานกว่าการบันทึกภาพของตาจริงๆ การจดจำนี้ทำให้ภาพชุดแสดง อาการเคลื่อนไหวที่เราเห็นทีละภาพต่อเนื่องกันดูเชื่อมต่อกันสนิทเหมือนกับเคลื่อนไหวได้ นี่เป็นหัวใจ ของ หลักการสร้างภาพยนตร์

เพราะภาพยนตร์ก็คือภาพนิ่งแต่ละภาพที่ต่อเนื่องกันอย่างมีระบบนั่นเอง

ประวัติศาสตร์ของกล้องถ่ายภาพยนตร์ อาจศึกษาย้อนหลังลงไปถึงงานของ Leonardo da Vinci ชิ้นที่เป็นไดอะแกรมของ Camera Obscura อันเป็นกล่องเล็กๆ ที่จับภาพกลับหัวได้ที่ด้านตรงข้ามเลนส์ ซึ่งแรกทีเดียวก็ไม่มีเลนส์ด้วยซ้ำไป เป็นแต่รูเล็กๆเท่านั้น ในตอนต้นศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ หลายคนก็พยายามคิดค้นหาแผ่นวัสดุที่จะมารับภาพได้อย่างชัดเจนและคงทนถาวร การทดลองที่ประสบผล สำเร็จเกิดขึ้นในฝรั่งเศส ใน ค.ศ.1839 ด้วยความพยายามของ Louise-Jacques-Mande Dagyerre และ Joseph-Nicephore Niepce แต่ภาพแรกๆ ของดาแกร์นั้นใช้เวลารับแสงนานถึง 15 นาที ในขณะที่การถ่าย และฉายภาพยนตร์ให้ดูภาพเคลื่อนไหวได้เหมือนจริงนั้น จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ 16 ภาพต่อวินาที ดังนั้น ในระยะนี้ภาพยนตร์จึงยังไม่อาจเกิดขึ้นได้

ในปี ค.ศ.1870 กล้องถ่ายภาพนิ่งจึงได้มีชัตเตอร์ และเริ่มมีการใช้ความเร็วชัตเตอร์ถึง 1/1000 วินาที

บุคคลแรกที่ได้ประยุกต์การถ่ายภาพนิ่งให้เป็นภาพยนตร์ก็คือ Eadweard Muybridge นักแสวงโชค ชาวอังกฤษที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี ค.ศ.1849 โดยมีอาชีพ เป็นช่างถ่ายรูป อยู่ที่ ซานฟรานซิสโก และในปี ค.ศ.1872 ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย คือ Leland Standford ซึ่งเป็นเจ้าของคอกม้า และนักแข่งม้าได้ท้าพนันกับคู่แข่งของเขาเป็นเงิน 25,000 ดอลลาร์ว่า ในการควบ วิ่ง ของม้านั้น จะมีเวลาหนึ่ง ที่ขาทั้งสี่ของม้าจะลอยขึ้นเหนือพื้นโดยเขาได้ว่าจ้าง ให้ไมบริดจ์หาทาง พิสูจน์ ข้อเท็จจริงดังกล่าว

หลังจากได้รับการว่าจ้าง ไมบริดจ์ก็หาทางอยู่นาน จนกระทั่งปี ค.ศ.1877 (บางตำราว่า 1878) จึง สามารถพิสูจน์ได้ โดยความช่วยเหลือของเพื่อนที่เป็นวิศวกรชื่อ John D. Isaacs โดยเขาตั้งกล้อง ถ่ายภาพนิ่ง 12 ตัว เรียงรายไว้ข้างทางวิ่ง แล้วขึงเชือกเส้นเล็กๆ ขวางทางวิ่งไว้ โดยที่ปลายด้านหนึ่งจะผูกติดกับไกชัตเตอร์ ของกล้องโดยมีแบตเตอรี่ไฟฟ้าเป็นตัวควบคุม เมื่อม้าวิ่งสะดุดเชือกเส้นหนึ่ง ไกชัตเตอร์ของกล้องแรกก็จะทำงาน และเรียงลำดับไปจนครบ12ตัว หลังจากถ่ายภาพได้แล้ว ไมบริดจ์ ก็นำภาพที่ได้มาติดบนวงล้อหมุน แล้วฉายด้วยแมจิก แลนเทิร์น ทำให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวของม้า ต่อเนื่องเหมือนของจริง และหลังจากได้ทดสอบซ้ำอีกโดยใช้กล้อง 24 ตัว ไมบริดจ์ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่า ในเวลาที่ม้าควบไปเร็วๆ นั้น ขาทั้งสี่ของมันจะลอยขึ้นเหนือพื้นดินในเวลาหนึ่งจริงๆ แต่ประดิษฐกรรม ของไมบริดจ์ก็ยังไม่ถือว่าเป็นภาพยนตร์ เนื่องจากว่ามันถ่ายทำด้วยกล้องถ่ายภาพนิ่ง และต้องใช้กล้อง เป็นจำนวนมากตั้งแต่ 12 หรือ 20 หรือบางทีถึง 40 ตัวทีเดียว

1.1.           การทดลองของเอดิสันและคณะ

หลังความสำเร็จของไมบริดจ์ คณะนักทดลองของ Thomas Alva Edison นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียง ก็ได้นำความคิดนั้นมาพัฒนาอันที่จริงแล้ว ตัวเอดิสันเองไม่ได้สนใจจะทำการประดิษฐ์ คิดค้นกล้องถ่ายหรือเครื่องฉายภาพยนตร์อย่างจริงจัง เพราะว่าเขามิได้มีความถนัดในด้านการถ่ายภาพมาก่อน เอดิสันเพียงสนใจที่จะนำเอาภาพเคลื่อนไหวหรือภาพยนตร์มาประกอบเข้ากับเครื่องบันทึกเสียงแบบกระบอกที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่เข้ามารับผิดชอบในโครงการทดลองเรื่องนี้จึงเป็น William Kennedy Laurie Dickson ผู้ช่วยคนหนึ่งของเขา ซึ่งมีความถนัดในการถ่ายภาพ และเป็นผู้ที่ได้ถ่ายภาพของเอดิสัน และ เพื่อน พ้องเอาไว้มากมายหลายภาพ

เอดิสันได้มาทำงานทดลองเกี่ยวกับภาพยนตร์ในราวปี ค.ศ. 1888 ซึ่งในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น George Eastman ก็ได้พัฒนาฟิล์มเซลลูลอยด์ขึ้น และผลิตออกจำหน่ายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน (จนกระทั่ง ได้ปรับปรุงฟิล์มเซลลูลอยด์ไม่ให้ติดไฟง่ายเหมือนในระยะแรกๆ และก็ใช้กันมาจนทุกวันนี้ที่เรียกว่า Safety Film นั่นเอง) ดิคสันจึงนำเอาฟิล์มของอีสต์แมนมาใช้ในการทดลอง จนสามารถประดิษฐ์กล้อง ถ่ายภาพยนตร์ เครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ ในปี ค.ศ.1889 เรียกชื่อว่า Kinetograph และภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาถ่ายทำ ขึ้น ในปีเดียวกันนี้คือเรื่อง Fred Ott’s Sneeze อันเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ในระยะเดียวคือ ปานกลางค่อนข้าง ใกล้ (Medium Close-up) ของชายที่กำลังจาม นอกจากนี้ ดิคสันยังได้ประดิษฐ์เครื่องฉายภาพยนตร์ที่เรียกว่า Kinetoscope ขึ้นด้วย แต่เป็นเครื่องฉายในลักษณะ “ถ้ำมอง” (Peep-Show) ที่ดูได้คราวละหนึ่งคน ทั้งนี้ เพราะเอดิสันเชื่อว่าภาพยนตร์จะสามารถทำเงินได้ต่อเมื่อให้คนดูที่อยากรู้อยากเห็นจ่ายเงินเข้าดูทีละคนเท่านั้น

เอดิสัน ได้นำประดิษฐกรรมทั้งสองไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1891 แต่กว่าที่จะผลิตออก แสดงให้ประชาชนได้ชมกันก็ล่วงไปถึงปี ค.ศ.1894 กล้องคีเนโตกราฟนี้บันทึกภาพด้วยอัตราความเร็ว 48 เฟรมต่อวินาที โดยที่ตัวกล้องสามารถบรรจุฟิล์มได้ครั้งละ 50 ฟุต ดังนั้นการถ่ายภาพยนตร์แต่ละครั้งจึง สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวหรือท่าทางต่างๆ โดยไม่มีการตัดต่อได้ยาวไม่กี่วินาที และเวลาที่นำไปฉาย ก็จะใช้วิธีฉายวนต้นชนปลายไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเครื่องเล่นทำภาพเคลื่อนไหวที่เคยมีมา

หมวดหมู่:Resource Persons

DIY Camera Stabilizer

หมวดหมู่:Resource Persons

Miracle; Jon Bon Jovi (Beautiful Meaning)

: Miracle

Jon Bon Jovi

A penny for your thoughts now baby
Looks like the weight of the world’s on your shoulders now
I know you think you’re going crazy
Just when it seems everything’s gonna work itself out
They drive you right back down

And you said it ain’t fair
That a man walks
When a bird can fly
We have to kick the ground
The stars kiss the sky
They say that spirits live
A man has to die
They promised us truth
Now they’re giving us lies

Gonna take a miracle top save us this time (ooh…)
And your savior has just left town
Gonna need a miracle ’cause it’s all on the line
And I won’t let you down
(No I won’t let you down, ooh…)
The river of your hope is flooding
And I know the dam is busted
If you need me I’ll come running
I won’t let you down… no, no

You’re looking for salvation
You thought that it’d be shining like an angel’s light, yeah
Well, the angels left this nation
And salvation caught the last train out tonight
He lost a hell of a fight

He said: “I’m just one man, that’s all I’ll ever be
I never can be everything you wanted from me
I’ve got big plans so big that any blind man could see
I’m standing in the river
Now I’m drowning in the sea

Gonna take a miracle top save us this time (ooh…)
And your savior has just left town
Gonna need a miracle ’cause your heart’s on the line
And your heartbeat is slowing down (heartbeat’s blowing, ooh…)
Your feet are grounded still you’re reaching for the sky
You can let ’em clip your wings ’cause I believe that you can fly

[Solo (fly baby)]

Well my eyes have seen the horror of the coming of the flood
I’ve driven deep the thorny crown into the soul of someone’s son
Still I’ll look you in the eye ’cause I’ve believed in things I’ve thought
And I’ll die without regret for the wars I have fought

Gonna take a miracle top save you this time (ooh…)
And your savior has just left town
Gonna need a miracle ’cause your heart’s doing time
And your conscience is calling you out (conscience’s calling, ooh…)
It ain’t all for nothing
Life ain’t written in the sand
I know the tide is coming
But it’s time we made a stand with a miracle

Gonna take a miracle, I need a miracle
I need a miracle, I need a miracle
Na, miracle (miracle) oh

หมวดหมู่:Resource Persons

Sin City Behind the Scene…

หมวดหมู่:Resource Persons