หน้าแรก > Resource Persons > ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ภาค 1

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ภาค 1

กุมภาพันธ์ 22, 2010 ใส่ความเห็น Go to comments

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

เรียบเรียงโดย อ.นรเศรษฐ์ ไวศยกุล

ความปรารถนาที่จะเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยภาพที่เคลื่อนไหวได้หรือที่เรียกว่า “ภาพยนตร์” นั้น มีอยู่ในความคิดฝันของมนุษย์ทั่วโลกมานานแสนนานแล้ว อาจจะตั้งแต่ยุคโบราณก็เป็นได้สันนิษฐานว่าใน ชั้นแรก ก็เป็นการใช้มือเล่นเงาให้เกิดรูปร่างต่างๆ ที่เคลื่อนไหวได้ที่หน้ากองไฟ โดยมีผนังถ้ำเป็นจอฉาย ในสมัยต่อๆ มาก็มีการเขียนภาพที่มีลักษณะอาการต่อเนื่องกันลงในสมุดทีละหน้า หรือบ้างก็เขียนไว้บนพัด ที่มีสองด้าน เมื่อพลิกสมุดหรือหมุนพัดเร็วๆก็จะได้ภาพที่ดูเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ศิลปินพื้นบ้าน ในบาง ประเทศก็ได้คิดทำตัวหนังเพื่อเชิดชักเล่นเป็นเรื่องราวหลังจอผ้าขาวบางโดยใช้ตะเกียงเป็นแหล่งกำเนิด แสงเช่น ในประเทศอินโดนีเซีย หรือในประเทศไทยเราเอง ที่มีทั้งหนังใหญ่ และหนังตะลุง ซึ่งทำให้คนไทย เราติดปาก เรียกการเสนอเรื่องราวด้วยภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบของภาพยนตร์ซึ่งใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ว่า “หนัง” ด้วย เช่นกัน

สำหรับภาพยนตร์ยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีการสร้างนี้ แม้ว่าจะเริ่มร่องรอยด้วยการคิดสร้างแมจิก แลนเทิร์น (Magic Lantern) ของนักประดิษฐ์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ก็ตามที แต่การพัฒนาในเรื่องนี้ก็เชื่องช้ามาก เพราะกว่าจะมีการปรับปรุงจนเป็นแลนเทิร์น สไลด์ (Lantern Slides) หรือเครื่องฉายภาพ ชุดที่ประกอบด้วย เครื่องกลไกง่ายๆ สองสามชิ้น ก็ล่วงเข้ามาถึงต้นศตวรรษที่ 19 อันเป็นยุคของการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องยนต์ กลไกต่างๆ ได้สำเร็จจนกระทั่งก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นมา นักวิชาการภาพยนตร์ ส่วนใหญ่ ที่เขียนตำราต่างๆ ขึ้นไว้ ยังคงถือว่ามันเป็นเพียงช่วง “ก่อนประวัติศาสตร์ภาพยนตร์” อยู่และ ประวัติศาสตร์ ของภาพยนตร์นั้นได้เปิดฉากขึ้นในทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 นี่เอง

ยุคสมัยของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

แม้ว่าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จะมีอายุค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์สาขาอื่นๆ ทว่าวิวัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว และความเปลี่ยนแปลงก็มีอยู่มากมาย ในด้านเศรษฐกิจ จากที่เคยเป็นเพียงของเล่นอย่างหนึ่ง ราคาไม่กี่สตางค์ จนกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ต้องลงทุน นับล้านๆ หรือนับสิบๆล้านเหรียญอเมริกัน ในด้านสถานะหรือคุณค่าที่สังคมยอมรับจากที่เคยเป็นสิ่งบันเทิงใจ ราคาถูกที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกรรมกรเหมืองแร่ไนเมืองพิตสเบิร์กของสหรัฐฯ กลายเป็นงานศิลปะที่ประณีต ละเอียดอ่อนซึ่งชนทุกชั้นชื่นชอบ ในด้านการสื่อสารภาพยนตร์เป็นสื่อสากลที่คนทุกชาติเข้าใจได้ และมีอิทธิพล ยิ่งในการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติและค่านิยมของกลุ่มคน ดังนั้น อายุเพียง1ศตวรรษของภาพยนตร์ จึงสามารถจะแบ่งออกได้หลายยุคด้วยกัน อย่างหยาบๆ ที่สุดก็ไม่ต่ำกว่าสองช่วง คือช่วงต้น เป็นยุค ของการ พัฒนาทางด้านเครื่องมือและอุปกรณ์เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ช่วงหลัง เป็นการพัฒนาด้านการสร้างและ เทคนิคภาพยนตร์ ในที่นี้จะขอแบ่งโดยให้ความสำคัญกับเทคนิคการสร้าง ซึ่งจัดเรียงลำดับเป็น 5 ยุค ดังนี้

1. ยุคบุกเบิก (ค.ศ. 1815 – 1895)

ภาพยนตร์ เป็นประดิษฐกรรมที่เกิดขึ้นในทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 อันถือได้ว่าเป็น ศตวรรษแห่งเครื่องจักรกล โดยได้รับผลพวงจากประดิษฐกรรมที่ได้เกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านั้นสามประการด้วยกัน คือของเล่นตามทฤษฎีว่าด้วยการเห็นภาพติดตา การถ่ายภาพนิ่ง และเครื่องบันเทิงที่มีกลไก

หลักการเห็นภาพติดตานั้น ทำให้เกิดของเล่นที่สามารถสาธิตให้เห็นหลักการดังกล่าวหลายชิ้นด้วยกัน เช่น Thaumatrope ที่มีลักษณะเป็นแผ่นกลม มีภาพเขียนอยู่สองด้าน ที่นิยมกันมากก็คือ รูปนกด้านหนึ่ง และรูปกรงนกอีกด้านหนึ่ง เมื่อหมุนหรือปั่นด้วยความเร็วพอเหมาะ ก็จะได้เห็นภาพเสมือนนกเข้าไปอยู่ในกรง ชิ้นนี้เป็นของ Dr. John Ayrton Paris ส่วน Phenakistocope ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Plateau มีลักษณะเป็น ภาพชุดหนึ่งที่มีอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น แมวกระโดด เรียบเรียงบน แผ่นกลมแผ่นหนึ่ง เวลาจะดูต้องดูภาพจากแผ่นกระจกที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับแผ่นกลม จึงจะมองเห็นภาพคน หรือสัตว์นั้นแสดงอาการเคลื่อนไหวได้

ของเล่นที่เป็นการเห็นภาพติดตานี้ จับเอาจุดของความเป็นจริงทางจิตวิทยาที่ว่า สมองของคนเรา นั้นสามารถจดจำภาพที่ตามองเห็นได้นานกว่าการบันทึกภาพของตาจริงๆ การจดจำนี้ทำให้ภาพชุดแสดง อาการเคลื่อนไหวที่เราเห็นทีละภาพต่อเนื่องกันดูเชื่อมต่อกันสนิทเหมือนกับเคลื่อนไหวได้ นี่เป็นหัวใจ ของ หลักการสร้างภาพยนตร์

เพราะภาพยนตร์ก็คือภาพนิ่งแต่ละภาพที่ต่อเนื่องกันอย่างมีระบบนั่นเอง

ประวัติศาสตร์ของกล้องถ่ายภาพยนตร์ อาจศึกษาย้อนหลังลงไปถึงงานของ Leonardo da Vinci ชิ้นที่เป็นไดอะแกรมของ Camera Obscura อันเป็นกล่องเล็กๆ ที่จับภาพกลับหัวได้ที่ด้านตรงข้ามเลนส์ ซึ่งแรกทีเดียวก็ไม่มีเลนส์ด้วยซ้ำไป เป็นแต่รูเล็กๆเท่านั้น ในตอนต้นศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ หลายคนก็พยายามคิดค้นหาแผ่นวัสดุที่จะมารับภาพได้อย่างชัดเจนและคงทนถาวร การทดลองที่ประสบผล สำเร็จเกิดขึ้นในฝรั่งเศส ใน ค.ศ.1839 ด้วยความพยายามของ Louise-Jacques-Mande Dagyerre และ Joseph-Nicephore Niepce แต่ภาพแรกๆ ของดาแกร์นั้นใช้เวลารับแสงนานถึง 15 นาที ในขณะที่การถ่าย และฉายภาพยนตร์ให้ดูภาพเคลื่อนไหวได้เหมือนจริงนั้น จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ 16 ภาพต่อวินาที ดังนั้น ในระยะนี้ภาพยนตร์จึงยังไม่อาจเกิดขึ้นได้

ในปี ค.ศ.1870 กล้องถ่ายภาพนิ่งจึงได้มีชัตเตอร์ และเริ่มมีการใช้ความเร็วชัตเตอร์ถึง 1/1000 วินาที

บุคคลแรกที่ได้ประยุกต์การถ่ายภาพนิ่งให้เป็นภาพยนตร์ก็คือ Eadweard Muybridge นักแสวงโชค ชาวอังกฤษที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี ค.ศ.1849 โดยมีอาชีพ เป็นช่างถ่ายรูป อยู่ที่ ซานฟรานซิสโก และในปี ค.ศ.1872 ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย คือ Leland Standford ซึ่งเป็นเจ้าของคอกม้า และนักแข่งม้าได้ท้าพนันกับคู่แข่งของเขาเป็นเงิน 25,000 ดอลลาร์ว่า ในการควบ วิ่ง ของม้านั้น จะมีเวลาหนึ่ง ที่ขาทั้งสี่ของม้าจะลอยขึ้นเหนือพื้นโดยเขาได้ว่าจ้าง ให้ไมบริดจ์หาทาง พิสูจน์ ข้อเท็จจริงดังกล่าว

หลังจากได้รับการว่าจ้าง ไมบริดจ์ก็หาทางอยู่นาน จนกระทั่งปี ค.ศ.1877 (บางตำราว่า 1878) จึง สามารถพิสูจน์ได้ โดยความช่วยเหลือของเพื่อนที่เป็นวิศวกรชื่อ John D. Isaacs โดยเขาตั้งกล้อง ถ่ายภาพนิ่ง 12 ตัว เรียงรายไว้ข้างทางวิ่ง แล้วขึงเชือกเส้นเล็กๆ ขวางทางวิ่งไว้ โดยที่ปลายด้านหนึ่งจะผูกติดกับไกชัตเตอร์ ของกล้องโดยมีแบตเตอรี่ไฟฟ้าเป็นตัวควบคุม เมื่อม้าวิ่งสะดุดเชือกเส้นหนึ่ง ไกชัตเตอร์ของกล้องแรกก็จะทำงาน และเรียงลำดับไปจนครบ12ตัว หลังจากถ่ายภาพได้แล้ว ไมบริดจ์ ก็นำภาพที่ได้มาติดบนวงล้อหมุน แล้วฉายด้วยแมจิก แลนเทิร์น ทำให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวของม้า ต่อเนื่องเหมือนของจริง และหลังจากได้ทดสอบซ้ำอีกโดยใช้กล้อง 24 ตัว ไมบริดจ์ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่า ในเวลาที่ม้าควบไปเร็วๆ นั้น ขาทั้งสี่ของมันจะลอยขึ้นเหนือพื้นดินในเวลาหนึ่งจริงๆ แต่ประดิษฐกรรม ของไมบริดจ์ก็ยังไม่ถือว่าเป็นภาพยนตร์ เนื่องจากว่ามันถ่ายทำด้วยกล้องถ่ายภาพนิ่ง และต้องใช้กล้อง เป็นจำนวนมากตั้งแต่ 12 หรือ 20 หรือบางทีถึง 40 ตัวทีเดียว

1.1.           การทดลองของเอดิสันและคณะ

หลังความสำเร็จของไมบริดจ์ คณะนักทดลองของ Thomas Alva Edison นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียง ก็ได้นำความคิดนั้นมาพัฒนาอันที่จริงแล้ว ตัวเอดิสันเองไม่ได้สนใจจะทำการประดิษฐ์ คิดค้นกล้องถ่ายหรือเครื่องฉายภาพยนตร์อย่างจริงจัง เพราะว่าเขามิได้มีความถนัดในด้านการถ่ายภาพมาก่อน เอดิสันเพียงสนใจที่จะนำเอาภาพเคลื่อนไหวหรือภาพยนตร์มาประกอบเข้ากับเครื่องบันทึกเสียงแบบกระบอกที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่เข้ามารับผิดชอบในโครงการทดลองเรื่องนี้จึงเป็น William Kennedy Laurie Dickson ผู้ช่วยคนหนึ่งของเขา ซึ่งมีความถนัดในการถ่ายภาพ และเป็นผู้ที่ได้ถ่ายภาพของเอดิสัน และ เพื่อน พ้องเอาไว้มากมายหลายภาพ

เอดิสันได้มาทำงานทดลองเกี่ยวกับภาพยนตร์ในราวปี ค.ศ. 1888 ซึ่งในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น George Eastman ก็ได้พัฒนาฟิล์มเซลลูลอยด์ขึ้น และผลิตออกจำหน่ายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน (จนกระทั่ง ได้ปรับปรุงฟิล์มเซลลูลอยด์ไม่ให้ติดไฟง่ายเหมือนในระยะแรกๆ และก็ใช้กันมาจนทุกวันนี้ที่เรียกว่า Safety Film นั่นเอง) ดิคสันจึงนำเอาฟิล์มของอีสต์แมนมาใช้ในการทดลอง จนสามารถประดิษฐ์กล้อง ถ่ายภาพยนตร์ เครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ ในปี ค.ศ.1889 เรียกชื่อว่า Kinetograph และภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาถ่ายทำ ขึ้น ในปีเดียวกันนี้คือเรื่อง Fred Ott’s Sneeze อันเป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ในระยะเดียวคือ ปานกลางค่อนข้าง ใกล้ (Medium Close-up) ของชายที่กำลังจาม นอกจากนี้ ดิคสันยังได้ประดิษฐ์เครื่องฉายภาพยนตร์ที่เรียกว่า Kinetoscope ขึ้นด้วย แต่เป็นเครื่องฉายในลักษณะ “ถ้ำมอง” (Peep-Show) ที่ดูได้คราวละหนึ่งคน ทั้งนี้ เพราะเอดิสันเชื่อว่าภาพยนตร์จะสามารถทำเงินได้ต่อเมื่อให้คนดูที่อยากรู้อยากเห็นจ่ายเงินเข้าดูทีละคนเท่านั้น

เอดิสัน ได้นำประดิษฐกรรมทั้งสองไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1891 แต่กว่าที่จะผลิตออก แสดงให้ประชาชนได้ชมกันก็ล่วงไปถึงปี ค.ศ.1894 กล้องคีเนโตกราฟนี้บันทึกภาพด้วยอัตราความเร็ว 48 เฟรมต่อวินาที โดยที่ตัวกล้องสามารถบรรจุฟิล์มได้ครั้งละ 50 ฟุต ดังนั้นการถ่ายภาพยนตร์แต่ละครั้งจึง สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวหรือท่าทางต่างๆ โดยไม่มีการตัดต่อได้ยาวไม่กี่วินาที และเวลาที่นำไปฉาย ก็จะใช้วิธีฉายวนต้นชนปลายไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเครื่องเล่นทำภาพเคลื่อนไหวที่เคยมีมา

Advertisements
หมวดหมู่:Resource Persons
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: