หน้าแรก > Resource Persons > ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ภาค 2

ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ภาค 2

กุมภาพันธ์ 22, 2010 ใส่ความเห็น Go to comments

1.1.           สิ่งประดิษฐ์ของพี่น้องลูมิแอร์

เนื่องจากว่าเอดิสันได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์เครื่องฉายและกล้องถ่ายภาพยนตร์ของเขาแต่เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา บรรดานักประดิษฐ์ชาวยุโรปชาติต่างๆ ที่สนใจและค้นคว้าในเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อได้มาชม นิทรรศการประดิษฐกรรมของเอดิสันจึงสามารถลอกแบบและนำไปปรับปรุงให้ดีกว่าได้ และในบรรดา นักประดิษฐ์ ที่มีบทบาทต้อประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในช่วงปี ค.ศ.1895-1900 นั้น มีอยู่คู่หนึ่งที่นับว่ามี บทบาทสำคัญมากก็คือ พี่น้องลูมิแอร์ อันได้แก่ Auguste และ Louise Lumiere  ในปี ค.ศ.1894 ได้มีการแสดงประดิษฐกรรมทางภาพยนตร์ของเอดิสันในฝรั่งเศสและปรากฏว่าตัวแทนจำหน่ายของเอดิสันในฝรั่งเศสตั้งราคาไว้สูงมาก คนฝรั่งเศสที่สนใจในเรื่องนี้จึงเรียกร้องให้มีการผลิตขึ้นในฝรั่งเศสเอง Auguste จึงได้ทดลองออกแบบกล้องถ่ายภาพยนตร์ขึ้น แต่ก็ยังใช้การไม่ได้ดีพอจนกระทั่ง Louis ได้เสนอว่า น่าจะใช้ เครื่องกลแบบเดียวกับที่ใช้ในจักรเย็บผ้าที่จะช่วยเลื่อนฟิล์มไปข้างหน้า ซึ่งก็คือ “กวัก” อันเป็นกลไกสำคัญ อย่างหนึ่งที่ยังคงใช้อยู่ในกล้องถ่ายและฉายภาพยนตร์ปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกล้องถ่ายภาพยนตร์ของ เอดิสันกับลูมิแอร์แล้ว พบว่าลูมิแอร์ได้พัฒนาประดิษฐกรรมของเขาให้มีประสิทธิภาพมากกว่าของเอดิสันใน    3 ประการสำคัญ คือ

ประการแรก เขาได้สร้างกล้องถ่ายภาพยนตร์ที่มีน้ำหนักเบา มีก้านหมุน (Handcranked) เคลื่อนย้ายได้ ทำให้สามารถนำไปใช้ถ่ายภาพยนตร์นอกสถานที่ได้

ประการที่สอง กล้องของพี่น้องลูมิแอร์ มีอัตราเร็วในการบันทึกภาพวินาทีละ 16 ภาพ โดยใช้หลักการเว้นช่วงจังหวะการเดินของฟิล์มด้วย “กวัก” ซึ่งนอกนากจะเป็นการประหยัดฟิล์มแล้ว ยังช่วยให้เครื่องฉายเดินเรียบและเสียงเบาลงด้วย

ประการสุดท้าย ประดิษฐกรรมของลูมิแอร์สามารถใช้ได้ทั้งการถ่ายและฉายภาพยนตร์ในเครื่องเดียวกัน

ลูมิแอร์ ได้จดทะเบียลิขสิทธิ์ผลงานของเขาในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1895 โดยให้ชื่อประดิษฐกรรมนี้ว่า Cinematography

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่พี่น้องลูมิแอร์ถ่ายทำขึ้นก็คือ La Sortie des ouvriers de I’ usine Lumiere (คนงานออกจากโรงงานลูมิแอร์) แสดงให้เห็นภาพชีวิตประจำวันของคนงานที่ออกจากโรงงาน ซึ่งมีลักษณะที่เป็นไปเองตามปกติและไม่มีการ “จัดแสดง” นี่เป็นอีกจุดหนึ่งของความแตกต่างทางด้านศิลปะ การสร้างภาพยนตร์หรือสุนทรียศาสตร์ระหว่างลูมิแอร์กับเอดิสันซึ่งจะเห็นได้จากภาพยนตร์หลายๆ เรื่องของสองฝ่ายนี้ อาจกล่าวได้ว่า ในขณะที่เอดิสันนั้นเป็นบิดาของภาพยนตร์เรื่อง หรือภาพยนตร์ที่ เป็นการแสดง ลูมิแอร์ก็จะเป็นฝ่ายเริ่มบุกเบิกภาพยนตร์ธรรมชาติหรือสารคดี เพราะว่าหนังของลูมิแอร์ส่วน ใหญ่จะเป็นการจับภาพของช่วงชีวิตที่เกิดขึ้นหน้าเลนส์ของกล้องมากกว่าจะเป็นการจัดแสดงขึ้นหน้ากล้อง

การจัดฉายภาพยาตร์ของลูมิแอร์ให้สาธารณชนชมเป็นครั้งแรกทำกันที่ห้องใต้ถุนของร้าน Grand Cafe ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 1895 ซึ่งถือว่าเป็นจุดยุติของยุคบุกเบิกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ การสร้างภาพยนตร์ในลักษณะของเครื่องเล่นที่เป็นกลไกจบสิ้นลงแล้ว ผู้ที่เข้ามามีบทบาทต่อจากนี้ไป ก็คือ บรรดาศิลปิน นักลงทุน และสาธารณชน

2. ยุคของฟิล์มสตริปและภาพยนตร์ม้วนเดียวจบ (ค.ศ. 1896 – 1907)

หลังจากที่การพัฒนาทางด้านเครื่องมือ (Hardware) และอุปกรณ์ในการถ่ายทำและฉาย ภาพยนตร์ได้ดำเนินไปในระดับหนึ่งตามที่ได้กล่าวไว้ในยุคเริ่มต้นหรือยุคของการบุกเบิกงานสร้างภาพยนตร์นั้นแล้วก็ได้มีผู้สนใจหันมาให้ความสำคัญทางด้านการผลิตภาพยนตร์ขึ้น แต่ในยุคที่ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เพิ่งจะเริ่มก้าวเดินนี้ ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเกือบทั้งหมดยังคงเป็นเพียงเรื่องสั้นๆ ถ่ายทำด้วยฟิล์มเพียงท่อน เดียวที่เรียกว่า ฟิล์มสตริป หรือมิฉะนั้นก็มีความยาวแค่ม้วนเดียว (One reelers)

3. ยุคหนังเงียบ (ค.ศ. 1908 – 1928)

ยุคหนังเงียบ เป็นยุคที่สหรัฐฯ ได้พัฒนาศิลปะการสร้างภาพยนตร์ขึ้นอย่างมาก ประจวบกับสงครามโลกครั้งแรกได้เกิดขึ้นในยุคนี้ด้วย เป็นผลให้พัฒนาการทางภาพยนตร์ของประเทศต่างๆ ในยุโรปที่เข้าสงครามต้องสะดุดชะงัก และกลายเป็นฝ่ายรับในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ จะเห็นได้จากสถิติที่ว่าก่อนปี ค.ศ.1914 นั้น 90 เปอร์เซ็นต์ของภาพยนตร์ที่ส่งออกไปฉายในตลาดโลกเป็นของฝรั่งเศส ทว่าหลังปี 1928 เป็นต้นมา 85 เปอร์เซ็นต์ของหนังในตลาดโลกเป็นของสหรัฐฯ

3.1 สมัยของกริฟฟิธ

การค้นพบศิลปะภาพยนตร์อย่างแท้จริงเริ่มต้นด้วยงานของกริฟฟิธ เพราะดูเหมือนว่า จะไม่มี ข้อคิดค้นประการใดเกี่ยวกับภาพยนตร์ขาว-ดำ ที่กริฟฟิธไม่สามารถควบคุมหรือบอกให้คนอื่นควบคุมได้ การค้นพบพื้นฐานที่สำคัญสองประการของกริฟฟิธก็คือ ผลของการจัดองค์ประกอบภาพและ การตัดต่อ ซึ่งเป็นการจัดSpace and Time ให้เหมาะสม โดยกริฟฟิธ ได้พัฒนาในเรื่องพื้นผิวของภาพ (Texture) การมองเห็น (the look) และความรู้สึก (the feel) รวมทั้ง Tone ของภาพแต่ละช็อต กับทั้งการจัดจังหวะ (Rhythms) ความหมาย (Meaning) การรับรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (Kinetic Sensation) ตลอดจนกระทั่ง การต่อเชื่อมแต่ละช็อตหรือแต่ละคัทเข้าเป็นเรื่องราวอย่างเฉลียวฉลาด กริฟฟิธมีความคิดหลักอยู่ว่า พื้นฐานที่แท้จริงของโครงสร้างภาพยนตร์ก็คือ “ช็อต” ไม่ใช่ “ฉาก” (ดังที่ เมลิแอร์หรือเซคก้า หรือพอร์เตอร์ เคยให้คำจำกัดความไว้) ภาพยนตร์เป็นสื่อภาษาชนิดใหม่ที่มีไวยากรณ์และศิลปะแห่งการจูงใจเฉพาะตัวของมันเอง การเรียงร้อย แต่ละช็อตเข้าด้วยกันเป็นฉาก หลายฉากรวมเข้าเป็นซีเควนซ์ และหลายๆซีเควนซ์รวมเข้าเป็นเรื่อง ก็เป็น ไปในทำนองเดียวกับการเอาคำมาต่อกันเข้าให้เป็นประโยค จากประโยคหลายๆ ประโยครวม กันเป็น ย่อหน้าหนึ่ง และหลายๆย่อหน้ารวมเข้าเป็นบทความหรือเรื่องราวเรื่องหนึ่งนั่นเอง กริฟฟิธมิได้เสนอการค้นพบ ข้อนี้ของเขาในรูปของทฤษฎีเท่านั้น หากได้แสดงให้เห็นในการสร้างภาพยนตร์นับร้อยๆ เรื่องทีเดียว

กริฟฟิธปฏิเสธการจับภาพที่เรียกว่า Standard Shot ซึ่งบริษัทสนับสนุนให้ใช้ (ด้วยเหตุผลที่ว่า คนดูยอมเสียเงินเข้าชมภาพยนตร์ เพื่อที่จะได้เห็นตัวแสดงเต็มๆ ตัวไม่ใช่แค่ครึ่งเดียว ในเมื่อต้องจ่าย อัตราค่าดูที่เท่ากันอยู่แล้ว) กริฟฟิธได้พัฒนาการถ่ายทำโดยให้มีการจับภาพในระยะต่างกันทั้งชุดทีเดียว นับแต่ใกล้มาก (Extreme Close-up) ไปจนถึงไกลมาก (Extreme Long Shot) เพราะเขาได้ค้นพบว่า การจัดองค์ประกอบของภาพในแต่ละเฟรม โดยคำนึงถึงขนาดของภาพที่จะจัดตามบทบาทของผู้แสดง จะมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ดู มากว่าการบันทึกภาพในลักษณะเดียวกับการแสดงละครบนเวที

เกี่ยวกับจังหวะของการตัดต่อภาพแต่ละช็อตให้ต่อเนื่องกัน กริฟฟิธพบว่า การตัดภาพอย่าง เฉื่อยชาจะให้ความรู้สึกเงียบ สงบ และเรียบเรื่อย ขณะที่การตัดภาพอย่างกระทันหันรวดเร็ว จะสร้าง ความรู้สึกตึงเครียดเร้าใจ เพิ่มความรู้สึกรวดเร็ว อีกทั้งเสนอภาพในลักษณะแทนตาตัวละคร จะเป็น การเล่าความนึกคิด ความสนใจของตัวละครนั้นๆ ได้ด้วย

a)     ยุคต้นของหนังตลก

ยุคสมัยของกริฟฟิธ ก็คือจุดเริ่มต้นของหนังตลกด้วย และมีผู้นำคนแรกของยุคนี้ก็คือ Mack Sennett

§      เซนเนท (Sennett)

เริ่มทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ในปี ค.ศ.1907 ร่วมกับกริฟฟิธที่บริษัทไบโอกราฟ ผลงานของเขาตั้งแต่ปี 1908-1912 ก็ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมทั้งสร้างสานุศิษย์ในวงการหนังตลกอีกหลายคน เช่น Charlie Chaplin, Fatty Arbuckle, Harold Lloyd ฯลฯ

ในหนังตลกของเซนเนทเขามักใช้คนแสดงเป็นเครื่องจักร หรือให้ความสำคัญกับเครื่องจักรมากกว่า ความเป็นคน นอกจากนี้หนังของบริษัทคิสโตนจะพยายามลดปัญหาสังคมโดยเอาเรื่องของการดูถูก หรือกดขี่กันมาทำเป็นเรื่องตลกไร้สาระ เช่น หนังที่ล้อเลียนพวกยิว พวกเยอรมัน คนผิวดำ รวมทั้งคนรวยหัวสูง พวกคลั่งจริยธรรม นักเทศน์ ครูอาจารย์ และตำรวจ ในหนังเหล่านี้จะมีการเตะก้นกัน หรือเอาก้อนอิฐทุบหัว อยู่เสมอๆ นอกจากนี้ เซนเนทยังชอบสร้างหนังที่ล้อเลียนหนังเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง เช่นเรื่อง A Versatile Vilain (1915) ที่ล้อเลียนหนังคาวบอยตะวันตก เป็นต้น

§      ชาลี แชปลิน

เป็นบุคคลที่นำหนังตลกไปในแนวทางใหม่ ในตอนแรก แชปลิน เริ่มเล่นหนังให้เซนเนท โดยแสดงเป็นตุ๊กตาหุ่นยนต์ ต่อจากนั้นก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย จนกระทั่งเลื่อนขึ้นมากำกับหนังเอง และได้ทำหนังดีๆ ให้บริษัทคิสโตนหลายต่อหลายเรื่อง แต่ในด้านการแสดงแล้ว เขามักได้รับบทชาย จรจัด ที่สวมเสื้อผ้าหลวมโคร่งเสมอ

บทเรียนอันมีค่าที่ชาลีได้จากการทำงานกับเซนเนทที่คิสโตนก็คือ ความคิดเกี่ยวกับวัตถุ เซนเนทมักใช้คนเล่นเป็นวัตถุที่ไม่มีชีวิต แต่แชปลินจะทำให้วัตถุนั้นกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมา เช่นในเรื่อง His Favorite Passtime เขาต้องสู้กับบานประตูร้านเหล้าอยู่เป็นนาน เทคนิคในภาพยนตร์ตลกของเขา มักเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ รอบตัวเรานั่นเอง

นอกจากนี้ ชาลียังเริ่มรับรู้ว่า โลกของเรานั้นมิได้เป็นโลกที่โง่เขลาหรือง่ายดาย เช่นที่เซนเนท สะท้อนออกมาเลย ตำรวจมิใช่ตัวตลกเท่านั้น หากยังเป็นคนมีอำนาจหรือกฎหมายอยู่ในมือด้วย และกฎหมายนั้นก็เป็นระเบียบบังคับที่คนมีทรัพย์สินตราออกมาเพื่อพิทักษ์ทรัพย์สินของตนเอง เขารู้สึกว่าความจำเป็นที่แท้จริงของคนเราไม่ได้อยู่ที่การพยายามหยิบขนมพายขึ้นมาเขวี้ยงใส่หน้าคนอื่น หากแต่อยู่ที่การพยายามจะไขว่คว้าหาขนมปังมากินให้อิ่มท้องต่างหาก ดังนั้นในการกำกับภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ให้คีสโตน ชาลีก็พยายามสร้างหนังที่แฝงเนื้อหาที่จริงจังขึ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับความต้องการตอบ สนองทางวัตถุ ที่จำเป็นต่อชีวิต มิตรภาพระหว่างเพื่อนมนุษย์ ความขัดแย้งระหว่างคนกับธรรมชาติ รวมทั้งความหมุนเวียน ของสังคม อย่างไรก็ตาม เซนเนทไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาหนังตลกไปในแนวนี้ ชาลีจึงยังคงต้องเล่น เป็น เจ้าคนจรจัดที่คอยเตะก้นคนอื่นซึ่งมาเตะก้นเขาเข้าก่อน หรือแม้ว่าบางทีก็จะไม่ได้เตะเขาก่อนก็ตาม ดังนั้นเพื่อที่จะได้พัฒนาการสร้างภาพยนตร์ไปในแนวที่ตนเองต้องการ ชาลี แชปลิน จึงต้องแสวงหาหนทาง อื่นต่อไป

b) อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ เติบโตเต็มที่

บรรดานักสร้างภาพยนตร์คนสำคัญๆ เช่น กริฟฟิธ เซนเนท และแชปลิน ต่างก็ได้พัฒนาฝีมือใน การสร้างภาพยนตร์ของตนได้ถึงขีดสุดในช่วงปี ค.ศ.1915 และนี่ก็เป็นจุดเดียวกับที่อุตสาหกรรม ภาพยนตร์ในสหรัฐฯ ได้พัฒนาขึ้นถึงจุดที่เติบโตเต็มที่เช่นกัน

ยุคนี้นับเป็นยุคแรกที่นำระบบดารายอดนิยมมาจับความประทับใจของสาธารณชน ทำให้ดาราดังๆ มีค่าตัวสูงมาก อย่างเช่น ชาลี แชปลิน หรือ แมรี่ พิคฟอร์ด ที่เซ็นต์สัญญารับค่าตัวปีละล้านเหรียญ

และในทศวรรษนี้เองที่ฮอลลีวู้ดก็ได้กลายมาเป็นเมืองศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เมื่อนายทุนหลายคนได้ประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีเงินล้าน และได้มีการจัดระบบโรงถ่ายในฮอลลีวู้ดให้เป็นมาตรฐาน Thomas H. Ince เป็นผู้อำนวยการสร้างคนหนึ่งในจำนวนผู้ที่เริ่มระบบโรงงานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยมีการกำหนดตารางการถ่ายทำ คำนวณงบประมาณรวมทั้งกลั่นกรองรับรองบทถ่ายทำ ก่อนที่จะลงมือ ปฏิบัติงาน ปี ค.ศ.1916 Adolph Zukor (อดอล์ฟ ซูเคอร์) ครองตำแหน่งประธานขององค์กรอุตสาหกรรม ภาพยนตร์อันทรงอิทธิพลนี้กลายๆ และเรียกองค์กรนี้ว่า Paramount Pictures ถึงปี 1925 บริษัทอื่นๆ ก็เกิดตามขึ้นมาอีก เช่น Goldwin Pictures Corporation, Universal Pictures Company, Columbia Picture Company, Warner Brothers, The Fox Company และ Metro-Goldwyn-Mayer

Hollywood (ฮอลลีวู้ด)

ฮอลลีวู้ด ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ราวปี 1915 จนถึง 1970 มาจากชื่อฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ในหุบเขา Cahuenga ของนาง Harvey Henderson Wilcox ภรรยาของนักบุกเบิกดินแดนตะวันตก ซึ่งก่อตั้งฟาร์มขึ้นในปี ค.ศ.1888 เธอได้ชื่อนี้จากการเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมแถบชิคาโก แล้วไปพบบ้านพักฤดูร้อนหลังหนึ่งเข้า ชื่อ “ฮอลลีวู้ด” ด้วยความประทับใจจึงกลับไปตั้งชื่อฟาร์มของเธอว่า ฮอลลีวู้ดด้วย ในปี 1910 ชาวบ้านในแถบนี้ได้โวตเสียงให้ฮอลลีวู้ดไปขึ้นอยู่กับเมืองลอสแอนเจอลิส เพื่อที่จะได้รับบริการสาธารณูปโภคด้านน้ำประปา ในตอนนั้นประชากรของฮอลลีวู้ดมีเพียง 5,000 คนเท่านั้น แต่เมื่อเริ่มเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ปรากฏว่าในปี 1919 ประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 35,000 คน และเมื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฮอลลีวู้ดเติบโตเต็มที่ ประชากรก็เพิ่มเป็น 130,000 คน ในปี1925

โรงถ่ายแห่งแรกที่ตั้งขึ้นที่นี่ ในปี ค.ศ.1911 คือ โรงถ่ายของบริษัท Centaur Co. ซึ่งต้องการสร้างภาพยนตร์ประเภทคาวบอยตะวันตก ปีต่อมาก็ได้มีโรงถ่ายเกิดขึ้นอีก 15 แห่งด้วยกัน

3.4 หนังตลกในทศวรรษที่ 1920

ผลิตผลจากฮอลลีวู้ดที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่ชื่นชอบกันมากในทศวรรษที่ 1920 ก็คือภาพยนตร์ตลก แชปลินเข้าร่วมงานกันนักบุกเบิกทางด้านภาพยนตร์ตลกอีก 3 คน คือ บัสเตอร์ คีตัน, ฮาโรลด์ ลอยด์ และแฮรี่ แลงดอน ซึ่งมีผลงานและได้รับความนิยมพอๆ กัน

3.5 หนังสารคดียุคแรก

การพัฒนาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของหนังเงียบในสหรัฐฯ ก็คือการเริ่มต้นกำเนิดภาพยนตร์สารคดี เรื่องสำคัญของโรเบิร์ต ฟลาเฮอร์ตี้ (Robert Flaherty) เรื่อง “Nanook of the North” ปี 1992 เป็นหนังสารคดี เรื่องแรกของสหรัฐฯ ที่ประสบความสำเร็จทางการค้าอย่างมาก

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวชีวิตชาวเอสกิโมที่สะท้อนผ่านตัวละครชื่อ “น่านุก” ซึ่งแต่ละวันของเขา ต้องต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอด จากภาพยนตร์ผู้ชมจะได้รู้สึกว่า หากเขาเป็นนานุก เขาจะรู้สึกอย่างไร รวมทั้งได้เห็น วิถีชีวิตในสายตาของนานุกด้วย ความสำเร็จของภาพยนตร์ชุดนี้ ทำให้ฟลาเฮอร์ตี้ มีโอกาสสร้างภาพยนตร์ สารคดีอื่นๆ ให้ฮอลลีวู้ด บางเรื่องเขาก็ทำคนเดียวเช่น Moana (1926) บางเรื่องก็ร่วมกับคนอื่น เช่น White Shadow of the South Seas (1928) และ Tabu (1931) ต่อมาฟลาเฮอร์ตี้รู้สึกว่าฮอลลีวู้ดไม่เป็นมิตร ต่อ ความมุ่งหมายในอันที่จะสังเกตและสร้างสรรค์ประสบการณ์ชีวิตอย่างเป็นเอกภาพของเขา เขาจึงอพยพ ไปอยู่อังกฤษ และได้ไปเป็นผู้นำให้วงการภาพยนตร์อังกฤษก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวงในการสร้างภาพยนตร์ สารคดีในทศวรรษที่ 1930

4. ยุคหนังเสียง (ค.ศ.1928-1945)

4.1   การทดลองและการสร้างภาพยนตร์เสียงระยะแรก

ความคิดที่จะบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์นั้น เกิดขึ้นมานานควบคู่กับการคิดสร้างภาพยนตร์นั่นเอง การที่เอดิสันให้ดิคสันทดลองสร้างกล้องถ่ายและเครื่องฉายภาพยนตร์ก็เพื่อจะนำมาใช้ประกอบเสียงกับเครื่อง Phonograph ของเขา นักประดิษฐ์คนอื่นๆ ในยุโรปก็ได้ทดลองเกี่ยวกับหนังเสียงมาแล้วเช่นกัน ดังปรากฏ ในงานแสดงสินค้าโลก (World Exposition) เมื่อปี ค.ศ.1900 ที่ปารีส มีนักประดิษฐ์ชาติต่างๆ นำระบบการ บันทึกเสียงในภาพยนตร์ไปแสดง ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบใหญ่ๆ คือ

ระบบ Phonorama ของ L.A. Berthon, C.P. Dussaud และ G.F. Jaubert

ระบบ Chronophone ของ Leon Gaumont

ระบบ Phono-Cinema-Theatre ของ Clement-Maurice Gratioulet และ Hemri Lioret ซึ่งนำผลงานภาพยนตร์เสียงความยาว 1 นาที ของนักแสดงละคร โอเปร่า บัลเล่ต์ ที่มีชื่อเสียงไปฉายด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีระบบการบันทึกเสียงในภาพยนตร์เกิดขึ้นมากมาย (ซึ่งทุกระบบยังคงบันทึก เสียงลงไปกระบอกเสียง หรือจานเสียง) แต่ก็ยังไม่มีใครนิยมทำหนังเสียงเพื่อการค้าเนื่องจากปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ

1.    ความยุ่งยากของการบันทึกเสียงให้สัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่างๆ ในภาพยนตร์

2.    ปัญหาในการขยายสัญญาณเสียงให้ดังพอที่ผู้ชมจำนวนมากจะได้ยิน

3.    ขนาดของกระบอกเสียงหรือ (ต่อมาพัฒนาเป็น) จานเสียงไม่สัมพันธ์กับความยาวของภาพยนตร์ (จานเสียงมีขนาดจำกัด ในขณะที่ภาพยนตร์ได้พัฒนาสร้างเป็นเรื่องยาวมากขึ้น)

ในเมื่อเสียง เป็นส่วนประกอบสำคัญของภาพยนตร์ ดังนั้นตลอดยุคหนังเงียบ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่1 การค้นคว้าทดลองเพื่อหาวิธีบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์อย่างมี ประสิทธิภาพและเสียค่าใช้จ่ายไม่สูง จึงยังคงดำเนินต่อไป และแนวทางการทดลองก็เปลี่ยน จากการบันทึกเสียงลงในแผ่นเสียง (Sound-On-Disc) ไปเป็นการบันทึกเสียงลงบนฟิล์ม (Sound-On-Film) เลยทีเดียว

หนังเสียงในยุคแรกเริ่มจึงมีลักษณะของภาพนิ่งๆ ผสมผสานกับเสียงสนทนา ไม่มีการเคลื่อนไหว ในภาพยนตร์อีกต่อไป ตัวอย่างเช่น ในเรื่อง “The azz Singer” ในซีเควนซที่มีเสียงนั้น กล้องแช่นิ่งจับภาพนิ่ง ของ อัล จอลสัน ที่กำลังร้องเพลงโดยมีการตัดภาพเพียงน้อยนิด หากจะมีการขยับเคลื่อนไหวบ้างก็เป็น การ เคลื่อนไหวของผู้แสดงไม่ใช่ตัวกล้อง อย่างไรก็ตามในซีเควนซที่ไม่มีการพูดยังคงมีการเคลื่อนไหวกล้องให้ได้ ภาพที่ต่อเนื่องและกระฉับกระเฉง แต่ปรากฏว่าคนกลับไปให้ความสนใจหนังตอนที่มี เสียงเพลง และ เสียงพูดมากว่า นักวิจารณ์ภาพยนตร์บางคนสรุปว่าผู้ชมภาพยนตร์ในยุคนั้นสนใจแต่จะได้เห็นสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ จนกระทั่งศิลปะของภาพยนตร์หรือภาพยนตร์ในฐานะที่เป็นศิลปะแขนงหนึ่งต้องตายลง

หนังเสียงที่น่าสนใจเรื่องแรกๆ หลายเรื่องที่ผลิตขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับเทคนิค ด้านเสียงอย่างสมบูรณ์ได้เป็นประเทศแรก ผู้กำกับหลายคนเรียนรู้เทคนิคในเรื่องนี้ และนำไปปรับใช้ให้ได้ ประสิทธิภาพ นั่นคือแม้ว่าในฉากที่มีบทสนทนานั้น ผู้มีบทพูดจะต้องอยู่นิ่ง แต่ผู้แสดงคนอื่นๆ ก็สามารถ เคลื่อนไหวได้ รวมทั้งกล้ององก็สามารถเคลื่อนไหวได้ในฉากที่ไม่มีบทพูด หลังจากนั้นจึงนำภาพยนตร์ ดังกล่าวมาบันทึกเสียงดนตรีและเสียงประกอบเข้าไป ผลงานชิ้นสำคัญๆ ในระยะนี้ได้แก่เรื่อง Love Parade (ปี ค.ศ.1929) ของ Errist Lubitsch, เรื่อง Applause (ปี 1929) ของ Rouben Mamoulian, เรื่อง Hallelujah (ปี 1929) ของ King Vidor, รวมทั้งเรื่อง All Quiet on the Western Front (ปี 1930) ของ Lewis Milestone ภาพยนตร์เหล่านี้หวนกลับมาใช้หลักการสื่อสารด้วยภาพของยุคหนังเงียบ และ Kubitsch เองก็ได้พบข้อสรุปว่า ในการสร้างภาพยนตร์พูดนั้น บทสนทนาต่างๆ จำเป็นต้องเขียนได้ดียิ่งด้วยภาพยนตร์จึง จะประสบ ความสำเร็จ (หนังของเขาส่วนใหญ่เขียนบทโดย Samson Raphaelson)

4.2 การทดลองและการสร้างภาพยนตร์สี

การทดลองเกี่ยวกับการใช้สีในภาพยนตร์เริ่มต้นมาพร้อมๆ กับการใช้เสียง ตั้งแต่ยุคฟิล์มสตริปมาแล้ว ที่เมลิแอร์ใช้วิธีจ้างคนงานหญิง 21 คน มาช่วยกันระบายสีลงในฟิล์มหนังทีละเฟรม ด้วยมือ

ในสหรัฐฯ ทั้งพอร์เตอร์และกริฟฟิธเคยใช้น้ำยาเคมีย้อมสีหนังมาแล้ว และในช่วงทศวรรษ 1920 หนังสหรัฐฯ ราว 80 เปอร์เซ็นต์ที่สร้างขึ้นก็มีการย้อมสีบางซีเควนซกันจนเป็นแฟชั่น

หลักการสำคัญของการทำหนังสีทุกระบบก็คือ การแยกสีธรรมชาติออกเป็นแม่สี 3 สี แล้วบันทึกแต่ละแม่สีลงในชั้นไวแสงแต่ละชั้นของฟิล์มในม้วนเดียวกัน เมื่อนำฟิล์มนั้นมาฉาย แม่สีเหล่านั้นก็จะผสมผสานกันฉายกลับออกมาให้เห็นเป็นสีธรรมชาติดังเดิม

Advertisements
หมวดหมู่:Resource Persons
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: