หน้าแรก > Student Works > วิจารณ์หนังเรื่อง Pan’s Labyrinth

วิจารณ์หนังเรื่อง Pan’s Labyrinth

พฤศจิกายน 26, 2009 ใส่ความเห็น Go to comments

คิดว่า Pan’s Labyrinth ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องของเด็กกับมิติมหัศจรรย์ และเด็กกับผลพวงของสงคราม

            ฉากและบรรยากาศของภาพยนตร์ สถานที่แต่ละที่ใน Pan’s Labyrinth ทั้งในโลกจริงและโลกแฟนตาซีจะค่อนข้างดูลึกลับและน่ากลัว บรรยากาศตลอดทั้งเรื่องก็จะหม่นๆ นัวร์ๆ

ตัวละคร

ตัวละครฝ่ายตรงข้ามคือ ผู้กองฟรังโก  ชอบความซาดิสต์ ชอบทรมานเชลย คิดว่าเขาเติบโตมาใต้เงาของพ่อที่เป็นนายพลมาตลอด จากเรื่องวีรกรรมที่พ่อสร้างไว้ รวมถึงเรื่องนาฬิกาพกด้วย สิ่งนี้ น่าจะทำให้เขารู้สึกอิจฉาพ่อ และชื่นชมพ่อด้วย ดังนั้น จึงพยายามโหดเต็มที่ โดยหวังว่าจะได้สร้างชื่อเหนือพ่อตัวเอง

ส่วนโอเฟเลียนั้น เธอยังคงรักพ่อแม้พ่อจะตายไปแล้ว เธอชอบอ่านนิทานและหนังสือเทพนิยาย ทำให้เป็นเด็กที่มองโลกในแง่ดีและมีจินตนาการสูง ภาพยนตร์เรื่องนี้เลยถ่ายทอดเรื่องราว ระหว่างตัวละครสองตัวนี้ โดยเหตุการณ์ต่างๆ ที่โอเฟเลียเจอมักจะมีอะไรบางอย่างที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ส่วนฟรังโกเสมอ

ตัวละครอื่นๆ เช่น เมอร์เซเดส แม่บ้านที่ดูเรียบร้อย แต่ก็สู้คนและหมอเฟอร์เรโร แต่ทั้งคู่ก็มีมิติดี คือ รู้ว่าเข้าข้างกบฏถ้าโดนจับได้ ไม่ถูกวิสามัญ ก็ต้องถูกทำร้ายอย่างซาดิสต์จากนายพลฟรังโก มีการแสดงความกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ยังคงทำในสิ่งที่เชื่อมั่นว่าถูกต้อง ทำให้เห็นว่าต่างฝ่ายแค่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับในโลกจริงที่ไม่มีใครดีใครเลว ทุกคนก็แค่สู้เพื่อสิ่งที่ตัวเชื่อว่าถูก แม้ว่าจะต้องฆ่าคนที่มีความเห็นต่างไปไม่รู้กี่คนก็ตาม

และเพลแมน คิดว่าคือร่างแปลงของเทพารักษ์ที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบคุณสมบัติความเป็นเจ้าหญิงของโอเฟเลีย  แพลแมนที่เป็นตัว “กินเด็ก” คิดว่ามาจาก ของจิตรกร ฟรังซิสโก โกยา ภาพที่ว่าเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ตอนที่ไททันโครนัส กำลังกินลูกตัวเองที่เพิ่งคลอดออกมาใหม่ๆ เพื่อป้องกันคำสาป

เหตุการณ์

ในด้านของศาสนา ภารกิจสามประการของโอเฟเลียสามารถเปรียบได้กับวิถีแห่งธรรมของพระเยซู เริ่มจากการอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากและสิ่งไม่พึงปรารถนา (ภารกิจมุดต้นมะเดื่อกับอึ่งอ่างยักษ์) การอดทนต่อสิ่งยั่วยุ (ภารกิจโต๊ะอาหารของแพลแมน) และจบลงด้วยการเสียสละเพื่อไถ่บาปแก่ปวงชน (เสียสละชีวิตตัวเองเพื่อน้องชาย) นอกจากนี้ การที่โอเฟเลียฝืนข้อห้ามของเทพารักษ์ไปกินองุ่นของเพลแมนนั้นก็อาจเปรียบได้กับการที่อีฟไม่เชื่อฟังพระเจ้า แอบหยิบผลไม้แห่งปัญญามารับประทาน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตกต่ำและบาปของมนุษย์ทั้งมวล

ในด้านการเมือง ภาพยนตร์เรื่องนี้โจมตีระบอบเผด็จการและการกดขี่ทุกรูปแบบ เห็นได้ชัดๆ จากนายพลฟรังโก และ เพลแมนที่ชอบฆ่าเด็กกิน คิดว่าต้องการสื่อถึงผู้นำที่ทำให้ผู้คน มากมายตาย เช่น เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าผู้นำที่กดขี่ผู้อื่นก็ฆ่าเด็กไปมากมาย อย่างฟาโรห์ ที่สั่งให้ทหารจับเด็กชาวยิวที่เกิดใหม่ไปเป็นอาหารเลี้ยงจระเข้ตามนโยบายคุมกำเนิดชาวยิว กษัตริย์เฮโรดที่สั่งฆ่าทารกเพศชายในเยรูซาเล็มเพื่อหวังจะกำจัดพระเยซู อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ที่ฆ่าชาวยิวไปหลายล้าน

มีบางจุดที่เหตุการณ์สองเหตุการณ์เกิดควบคู่สลับกันไปมา คือในโลกแห่งความจริงที่โหดร้าย และในแดนแห่งความฝัน ทำให้รู้ว่าสองเหตุการณ์นี้ต้องมีอะไรสักอย่างที่คล้ายๆ กัน นำมาเปรียบเทียบกันได้ ก็คือในภารกิจแรกที่โอเฟเลียได้รับมอบหมายจากหนังสือบอกชะตาชีวิต ที่ได้มาจากเทพารักษ์ ภารกิจนี้สั่งให้โอเฟเลียลอดใต้รากของต้นมะเดื่อยักษ์เพื่อไปหาอึ่งอ่างที่มากินแมลงที่เกาะตามรากไม้จนน้ำเลี้ยงต้นไม้หมดทำให้ต้นไม้ตาย โอเฟเลียโดนสั่งให้เอาหินมหัศจรรย์สามก้อนไปให้อึ่งอ่างกินและหยิบกุญแจในท้องมันออกมา จากนั้นต้นไม้ก็จะกลับมาเติบโตอีกครั้งอีกครั้ง โอเฟเรียถามอึ่งอ่างว่า “เจ้าไม่อายบ้างหรือไง เอาแต่กินแมลงแล้วก็อ้วนเอาๆ ในขณะที่ต้นไม้ตายไปเนี่ย” ตัดมาที่ฉากนายพลฟรังโกกำลังรับประทานอาหารอย่างดีกับคนชั้นสูงแห่งสเปน และคนที่สนับสนุนฟรังโก ปากก็เคี้ยวอาหารไปด่าว่าพวกกบฏว่างี่เง่าที่เชื่อว่าคนทุกคนเท่าเทียมกัน แล้วก็ยกแก้วฉลองให้กับความโชคดีที่พวกเขาได้เกิดมาในฐานะชนชั้นสูง

มุมมอง

เรื่องนี้มีมุมมองที่น่าสนใจ คือเขาเปรียบเทพนิยายเหมือนกับระบบเผด็จการ นายพลฟรังโกเป็นทหาร มีความเชื่อว่า ผู้น้อยควรเชื่อฟังผู้ใหญ่ และไม่ต้องแคร์ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่สั่งให้ทำนั้นจะดีหรือไม่ เช่น ตอนที่จับพวกกบฏติดอ่างมาได้ ก็ทรมานจนเกือบ แล้วก็เรียกหมอมารักษา จะได้เอาไปทรมานเพื่อรีดข้อมูลต่อ คนติดอ่างขอให้หมอฆ่าตัวเขา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคายข้อมูลของฝ่ายกบฏ หมอจึงฉีดยาให้ตาย พอนายพลรู้เข้าก็โกรธใหญ่ ถามว่าทำไมหมอไม่ยอมเชื่อฟัง

หมอจึงพูดว่า “ไอ้ที่สักแต่เชื่อฟังโดยไม่ลืมหูลืมตา มีแต่คนอย่างผู้กองเท่านั้นแหละครับที่ทำได้”

และต่อมา เทพารักษ์ตัดสินใจว่าจะให้โอกาสแก่โอเฟเรีย เทพารักษ์พูดว่า”พระองค์ทรงสัญญาได้ไหมพ่ะย่ะค่ะว่าจะทรงเชื่อฟัง จะทรงทำตามที่กระหม่อมบอกโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ”  จึงกล่าวได้ว่าเทพนิยายก็ไม่ต่างอะไรกับเผด็จการ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้จะสนับสนุนให้คนอยู่แต่กับความจริงอันโหดร้าย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็จะกลายเป็นคนกร้านโลก ไร้ฝัน มองโลกในแง่ร้ายแบบนายพลฟรังโกที่ สุดท้ายก็เลยไม่มีตัวตนแม้แต่ลูกของเขาเอง แต่ถ้าเป็นคนช่างฝันแบบโอเฟเลีย ที่ยึดถือจินตนาการอันสวยงามเพื่อหลีกหนีความจริงอยู่เรื่อยๆ ก็จะไม่สามารถอยู่สู้ชะตากรรมอันโหดร้ายในโลกความจริงได้ พูดง่ายๆ คือ ควรจะยึดทางสายกลางเข้าไว้ มีสติและยอมรับอยู่กับโลกแห่งความจริงเสมอ

ในตอนที่โอเฟเลียหยิบองุ่นมากิน เพราะทนสีสันยั่วยวนไม่ไหว และเหมือนว่าเธอไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เหมือนถูกสะกด คิดว่าเป็นการล้อขนบของนิทานและเทพนิยาย ตรงที่มักจะมีข้อห้ามอะไรบางอย่าง แล้วตัวเอกก็มักทำลายข้อห้ามนั้นด้วยตัวเอง ทำให้ต้องพบกับความหายนะ

Advertisements
หมวดหมู่:Student Works
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: