Archive

Archive for พฤศจิกายน, 2009

เขียนประเด็นสำคัญของภาพยนตร์เรื่อง Pan’s labyrinth โดยนายลิขิต กาบัว

พฤศจิกายน 26, 2009 1 ความเห็น

ในความคิดของข้าพเจ้าหลังจากได้ชมภาพยนตร์ เรื่อง Pan’s labyrinth แล้วข้าพเจ้าคิดว่าประเด็นของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่การเปรียบเทียบระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก ซึ่งแต่ต่างกันอย่างมาก เมื่อชมแล้วจะเห็นได้ว่าผู้ใหญ่ ในเรื่องน่าจะเป็นกลุ่มทหาร ที่มาตั้งค่ายทหารที่ตั้งขึ้นกลางขุนเขา ที่ใช้อำนาจในการกดขี่ ข่มเหง ชาวบ้านในระแวกนั้น จับเป็นเฉลยบ้าง ว่าเป็นกบฏบ้าง เพื่อให้คนสุขสบาย ทานแค่ของดีๆ เปรียบเทียบกับเด็ก ในเรื่องเด็กคนนี้ชื่อ โอฟิเลีย เป็นเด็กผู้หญิง ภาพยนตร์เรื่องถ่ายทอดออกมาแบบที่ว่าโอฟิเลียชอบอ่าน ชอบจินตนาการ อยู่ในโลกส่วนตัวสูง เธอมีแม่เพียวคนเดียว ที่เธอคิดว่าเธอรักมากที่สุด นั้นแหละเป็นประเด็นสำคัญในภาพยนตร์ โลกของผู้ใหญ่ที่โหดร้าย กับโลกของเด็กที่ไร้ขอบเขต เปิดกว้างให้กับทุกสิ่ง และเมื่อชมภาพยนตร์ก็จะเห็นถึงความชัดเจนของโลก2โลกได้อย่างชัดเจน เช่นฉากที่ พวกทหารออกไปล่าพวกกบฎ ภาพออกมาด้วยความรุนแรง ความโหดร้าย และในขณะนั้นโอฟิเลียก็ผจญภัยในโลกของเธอเช่นกัน นั้นคือสิ่งที่สอนได้ดีเลยทีเดียวว่าเด็กที่ขาดความรักความเอาใจใส่ ของผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นถึงความสำคัญของเด็ก ก็เหมือนกับผู้ใหญ่รังแกเด็กเช่นกัน

นายลิขิต  กาบัว 50710565 IMD

Advertisements
หมวดหมู่:Student Works

Home work

พฤศจิกายน 26, 2009 1 ความเห็น

ประเด็นของเรื่องนี้มันมี 2 สถานการณ์ คือ สถานการณ์แห่งความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและกำลังดำเนินอยู่และอีกสถานการณ์หนึ่ง คือ โลกแห่งจินตนการ คือทั้ง 2 สถานการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน และในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน สถานการณ์แรกจะเป็นเรื่องการเกิดสงคราม และทหารกำลังกวาดล้างอยู่ซึ่งในขณะนั้นมีนายทหารที่เป็นผู้กองควบคุมค่ายนั้นได้มีภรรยายที่กำลังตั้งครรภ์ และมีลูกสาวมาด้วย มาอยู่ในค่ายนี้ เป็นเด็กสาวที่ดูน่ารัก แต่เธอกลัวนายทหารคนนั้นมาก และเธอก็เป็นเด็กที่มีจินตนาการและได้เข้าไปอยู่ในจินตนาการที่เธอสร้างเอาไว้ ซึ่งหนังเรื่องนี้จะมีการตัดภาพสลับกันไปมาระหว่างโลกในปัจจุบันและโลกแห่งจินตนาการ ในคนดูคิดว่ามันเชื่อมโยงกัน มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกันและคล้ายๆกันเกิดขึ้นพร้อมๆกัน มันอาจจะเป็นการที่เด็กสาวคนนั้นเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นในความจริงและเอามาคิดและสร้างจินตนาการขึ้นเอง แต่สุดท้ายคนดูก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าอีกโลกที่เด็กสาวคนนั้นได้ไปและได้เห็นนั้นมีอยู่จริงไหม หรือเป็นเพียงแค่จินตนาการของเด็กคนหนึ่งเท่านั้น

ธนภรณ์   ทิพวัน  50710428

หมวดหมู่:Student Works

ความคิดเห็นเกี่ยวกับหนัง

พฤศจิกายน 26, 2009 1 ความเห็น

จากการติดตามชมหนังตั้งแต่ต้นจนจบนะคะ(เรื่องแรก)มันทำให้บังเกิดความคิดนึงเข้ามาในหัวสมองว่า หน้าที่ของผู้ใหญ่กับเด็กมันเหมือนกันแต่ต่างกันที่ความคิดต่างกันที่กฏหรือกติกาที่เราวางไว้ หนูคิดว่าหนังเรื่องนี้กำลังเปรียบเทียบความคิดของเด็กและผู้ใหญ่ เวลามีเท่ากันดำเนินไปพร้อมกันเกิดขึ้นพร้อมกันแต่คนละที่แต่มันล้วนเกี่ยวข้องกันทั้งหมด ด้วยกฏและข้อบังคับจึงทำให้คิดต่างกัน ความคิดที่มีจินตนาการสูงบางทีอาจมีจิงหรือเป็นเพียงแค่ความคิดของเด็กก็เป็นได้ ซึ่งตอนจบเด็กหญิงยังคงอยู่ในโลกจินตนาการที่เป็นจริงของตนเอง และผู้ใหญ่ก็ต้องจบอยู่กับโลกของความเป็นจริงที่เป็นจริงของตนเอง
………คนบ้าไม่ใช่คนบ้า เพียงแต่ว่าพวกเค้ามีจินตนาการสูงก็เท่านั้นเอง…………
………เนตรนภา ดู
………เนตจนภา  คิด
………นตรนภา  รายงาน

หมวดหมู่:Student Works

พฤศจิกายน 26, 2009 ใส่ความเห็น

pan’s labyrinth

โลกของจินตนาการ…………..เขาวงกต…………….เด็กหญิง…………… ถ้าเกริ่นนำด้วยคำเหล่านี้ เชื่อว่าหลายๆคน
จะต้องนึกถึง หนังที่เป็น fantacy โลกของจินตนาการในวัยเด็ก สัตว์ประหลาดพูดได้ และเป็นมิตร หมู่บ้านประหลาดๆใจดี
แต่ไม่เลย เรื่องราวของหนังเรื่องนี้ เป็นโลกของจินตนาการด้วยก็จริง………แต่ !! เป็นจินตนาการ ที่ช่างโหดร้ายเกินกว่าเด็กทั่วไป
จะรับรู้มันได้ หรือสมควรจะรับรู้มัน เรื่องราวของหนูน้อย โอฟีเลีย ที่ต้องเจอกับสงคราม ในชีวิตจริง กัปตัน เป็นเสมือนข้าศึก
ตัวฉกาจ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเด็กขนาดนี้ จะต้องประสบพบเจอความหนักหน่วงของชีวิตขนาดนี้ เป็นบทพิสูจน์ ของการดำเนินชีวิต
ที่หนักหนาสาหัสมาก โลกของจินตนาการ ของ โอฟีเลีย ถึงแม้จะดู fantacy ก็จริง แต่ก็เหมือนกับยก โลกของความจริงเข้ามาไว้
อยู่ยังไงยังงั้น……… เงื่อนไข……….โอกาส…….. เป็นสิ่งที่จะทำให้เธออยู่ได้ ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ นอกจากความสวยงาม
ของ cg , art work , effect ที่เกินจะบรรยายแล้ว การเปรียบเทียบเรื่องราวของ โลกจินตนาการ กับ โลกแห่งความเป็นจริง ด้วย
เรื่องราวที่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ การเปรียบเทียบภารกิจต่างๆ ในโลกจินตนาการ ให้คนดูได้ตีความ โดยทิ้งสัษลักณ์ไว้ให้คนดู
เช่นตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับคางคก ก็เปรียบเสมือนเป็นการทดสอบความกล้าหาญ , ตอนที่ต้องอดใจไม่กินอาหารบนโต๊ะ ก็เปรียบ
เสมือนเป็นการทดสอบความอดกลั้น , ตอนที่ต้องไปขโมยของมาให้ฟอน ก็เปรียบเสมือนการทดสอบ การเอาตัวรอด , ความเสียสละ
และในตอนท้าย หนังทำให้เห็นว่า ฟอนในโลกของจินตนาการ ก็คือ กัปตัน ในโลกของความเป็นจริงนั่นเอง หนังเรื่องนี้ นอกจากจะ
ได้ดูความสวยงามของฝั่ง art แล้ว ยังได้ข้อคิดดีๆในชีวิตไปอีกเต็มกระเป๋า ถึงแม้เนื้อเรื่องจะค่อนข้าง dark แต่มันก็ทำให้เห็นภาพ
สะท้อนบางอย่าง…………….ขึ้นชื่อว่า “สงคราม” ไม่มีคำว่าสวยงามเลยจริงๆ………………….

แมนฤทธิ์ เต็งยะ

หมวดหมู่:Student Works

Pan’s Labyrinth

พฤศจิกายน 26, 2009 ใส่ความเห็น

Pan’s Labyrinth เป็นหนังที่ผสมผสานระหว่างจินตนาการของตัวละครหลักคือโอฟีเรีย กับโลกความเป็น จริง ที่เป็นเหตุการหลังสงครามสเปน โดยส่วนตัวผมชอบอะไรที่มันแฟนตาซีอยู่แล้ว  ซึ่งดูเรื่องนี้ก็เป้นหนังที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมันมีการ ตัดสลับไปมาระว่าง โลกแห่งความจิง กับโลกแห่งจิงตนาการ ของ โอฟีเรีย ซึ่งแปลก ดี สำหรับตัวผม เพราะหนังที่ดูส่วนมาก ถ้าแฟนตาซีก็แฟน ตาซีไปจนเกือบจบเรื่องเลย มีหลายฉากที่ผม ชอบ  คือพวกฉากแฟนตาซี เช่นฉาก กลายร่างจากแมลง กลายเป็น แฟรี่ หรือฉาก สัตว์ประหลาด ที่มีลูกตาอยู่ที่มีอ และผมก็ชอบ คาแร็กเตอร์ ตัวเทพารักษ์ ซึ่งดูแล้ว แฟนตาซีดี แต่ผมก็ยังงงๆ นิดๆ ตรงที่ พอจบแล้ว ไม่รู้ว่าผมเข้าใจ ถูกหรือเปล่าว่า

พวกในแดนมหัศจรรย์ต่างๆ ที่โอฟีเรียไปเจอ มันก็เป็นแค่จิตนาการ อย่างหนึ่ง ของเด็ก ที่อยุ่คนเดียวและเผ้อฝันไปเอง เพราะฉาก สุดท้ายที่โอฟีเรีย คุยอยู่กับเทพารักษ์ แต่ ผู้กองมองไม่เห็น ทำให้ผมคิดอย่างนั้น

            ถึงจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ออกแนวแฟนตาซี แต่ . . .ผมว่าไม่ไม่ค่อยเหมาะสำหรับเด็กซักเท่าไหร่ เพราะมีการ กระทำหลายๆอย่างที่ค่อยข้างรุนแรง ทำให้สะเทือนจิตใจ ในหลายๆ ฉาก

หมวดหมู่:Student Works

Pan’s Labyrinth

พฤศจิกายน 26, 2009 ใส่ความเห็น

Pan’s Labyrinth 

จากสภาพของสังคมของประเทศสเปน  ซึ่ง ณ เวลานั้น กำลังตกอยู่ในยุคของช่วงเวลาแห่งสงคราม  เด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า  โอเฟเลีย ต้องเดินทางจากบ้านเพื่อตามแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มาพักอาศัยอยู่กับนายทหารนาซีที่เป็นพ่อเลี้ยงของเธอ เมื่อเธออยู่มาซักระยะหนึ่ง ก็มีเรื่องราวมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับตัวเธอ เธอสามารถติดต่อกับภูติแห่งต้นไม้ที่มีลักษณะเหมือนแพะ ของอีกดินแดนหนึ่งได้ ซึ่งภูติตัวนี้นั้น ก็มีข้อเสนอให้กับ โอเฟเลียทำ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการนำฟิโอเลียและน้องไปพบกับพระบิดาของเธอ เธอจึงตอบตกลงเพราะเธอคิดว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ มันเปรียบเสมือนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังสือนิยายที่เธอชอบ การที่เธอต้องการที่จะหนีไปอยู่กับพระบิดาในอีกโลกหนึ่งนั้น อาจเป็นเพราะสภาพของความรุนแรงในสิ่งแวดล้อมรอบกายของเธอ เพราะพ่อของเธอที่เป็นนายทหารนาซีนั้น มีจิตใจที่โหดเหี้ยมและอำมหิตย์เป็นอย่างมาก และการที่แม่ของเธอที่กำลังตั้งครรภ์อยู่กำลังมีสภาพที่อ่อนแอลงไปทุกวัน เธอจึงมีความรู้สึกว่า ตัวเธอนั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายและไม่ปลอยภัย แต่เธอก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากแม่บ้านที่อยู่ที้บานของพ่อเลี้ยงของเธอ โดนที่แม่บ้านคนนี้นั้นได้เป็นเหมือนไส้สึกให้กับกลุ่มกบฏที่พ่อเลี้ยงของเธอต้องการจะกวาดล้างและทำลายลงไป เมื่อเธอทำภารกิจแรกสำเร็จ ภารกิจที่สองก็ตามมา แต่ภารกิจนี้นั้น เธอทำไม่สำเร็จ เพราะเธอแอบกินอาหารต้องห้ามเข้าไป เพราะความอยากรู้และอยากลิ้มรสอาหารที่ดูมีความน่ากิน เมื่อภูติต้นไม้ได้รู้เรื่องจึงโกรธมาก และได้บอกกับเธอว่าเธออาจจะไม่ได้ไปอยู่กับพระบิดาที่โลกแห่งเวทมนต์

      เธอจึงรู้สึกว่าท้อแท้และโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น  เมื่อแม่ของเธอได้คลอดลูกออกมาเป็นผู้ชายแล้วแม่ของเธอก็เสียชีวิต เมื่อน้องออกมาแล้ว พ่อเลี้ยงก็ไม่เคยให้ความสนใจในตัวของโอเฟเลียเลย เธอรู้สึกโดดเดี่ยวและหวาดกลัว เมื่อภูติต้นไม้ได้รู้จึงเกิดสงสาร จึงให้โอเฟเลียทำภารกิจสุดท้ายเพื่อและกกับการได้ไปอยู่ในดินแดนของเวทมนต์ ภารกิจสุดท้ายคือ เธอต้องขโมยน้องชายของเธอมาจากพ่อเลี้ยงที่แสนเหี้ยมโหด เพื่อเอาตัวน้องชายไปให้กับภูติต้นไม้ เมื่อเธอแอบขโมยน้องชายออกมาแล้ว พ่อเลี้ยงของเธอโกรธมาก จึงสั่งทหารให้ออกไล่ล่าตัวเธอเพื่อนำน้องของเธอคืนไป เมื่อฟิโอเลียหนีมาจนถึงประตูของมิติแล้ว ภูติต้นไม้ก็บอกให้เธอส่งตัวน้องชายให้ แต่เธอเริ่มเกิดความลังเล เพราะเธอกลัวว่าหากให้น้องเธอไปกับภูติต้นไม้แล้ว เธออาจจะถูกทิ้งไว้อีกครั้งเพียงลำพัง เพราะเธอคิดว่าภูติต้นไม้นั้นต้องการน้องของเธอมากกว่าตัวเธอ เมื่อพ่อเลี้ยงของเธอตามมาถึงแล้วก็ได้แย่งน้องของเธอไปและยิงเธอจนตาย ซึ่งการเสียสละตัวเองในครั้งนี้จึงทำให้ดวงวิญญาณได้พาเธอไปหาพระบิดาและมารดาในโลกแห่งเวทมนต์ ซึ่งเป็นโลกที่เปรียบเสมือนดินแดนแห่งความสุขสำหรับตัวเธอเอง

      จากเรื่องราวที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น สามารถตีความหมายได้ว่าในสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่เลวร้ายนั้น  การต้องการไขว่คว้าหาสิ่งที่ขาดหารไปของตัวละครเด็กผู้หญิง ซึ่งใฝ่ฝันถึงความสุขจึงทำให้เธอจินตนาการดินแดนอีกดินแดนหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นเสมือนที่พึ่งทางใจของเธอให้หลุดพ้นออกมาจากชีวิตที่แสนลำบากและโหดร้ายไม่มีใครสนใจและใส่ใจในตัวเธอเธอจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแลกมากับความสุขที่เธอปรารถนามาตลอดแม้จะต้องสูญเสียสิ่งที่สำคัญไป เพื่อต้องการหลบหนีจากความเลวร้ายของสภาพสังคม ที่ไม่เป็นไปตามอย่างที่เธอคิดหวังเอาไว้ 

นางสาวพิมพรรณ เอี่ยมประไพ 

50711678 สาขาการออกแบบสื่อนวัตกรรม

หมวดหมู่:Student Works

วิจารณ์หนัง Pan’s Labyrinth

พฤศจิกายน 26, 2009 ใส่ความเห็น

คิดว่า Pan’s Labyrinth ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องของเด็กกับมิติมหัศจรรย์ และเด็กกับผลพวงของสงคราม

            ฉากและบรรยากาศของภาพยนตร์ สถานที่แต่ละที่ใน Pan’s Labyrinth ทั้งในโลกจริงและโลกแฟนตาซีจะค่อนข้างดูลึกลับและน่ากลัว บรรยากาศตลอดทั้งเรื่องก็จะหม่นๆ นัวร์ๆ

ตัวละคร

ตัวละครฝ่ายตรงข้ามคือ ผู้กองฟรังโก  ชอบความซาดิสต์ ชอบทรมานเชลย คิดว่าเขาเติบโตมาใต้เงาของพ่อที่เป็นนายพลมาตลอด จากเรื่องวีรกรรมที่พ่อสร้างไว้ รวมถึงเรื่องนาฬิกาพกด้วย สิ่งนี้ น่าจะทำให้เขารู้สึกอิจฉาพ่อ และชื่นชมพ่อด้วย ดังนั้น จึงพยายามโหดเต็มที่ โดยหวังว่าจะได้สร้างชื่อเหนือพ่อตัวเอง

ส่วนโอเฟเลียนั้น เธอยังคงรักพ่อแม้พ่อจะตายไปแล้ว เธอชอบอ่านนิทานและหนังสือเทพนิยาย ทำให้เป็นเด็กที่มองโลกในแง่ดีและมีจินตนาการสูง ภาพยนตร์เรื่องนี้เลยถ่ายทอดเรื่องราว ระหว่างตัวละครสองตัวนี้ โดยเหตุการณ์ต่างๆ ที่โอเฟเลียเจอมักจะมีอะไรบางอย่างที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ส่วนฟรังโกเสมอ

ตัวละครอื่นๆ เช่น เมอร์เซเดส แม่บ้านที่ดูเรียบร้อย แต่ก็สู้คนและหมอเฟอร์เรโร แต่ทั้งคู่ก็มีมิติดี คือ รู้ว่าเข้าข้างกบฏถ้าโดนจับได้ ไม่ถูกวิสามัญ ก็ต้องถูกทำร้ายอย่างซาดิสต์จากนายพลฟรังโก มีการแสดงความกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ยังคงทำในสิ่งที่เชื่อมั่นว่าถูกต้อง ทำให้เห็นว่าต่างฝ่ายแค่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับในโลกจริงที่ไม่มีใครดีใครเลว ทุกคนก็แค่สู้เพื่อสิ่งที่ตัวเชื่อว่าถูก แม้ว่าจะต้องฆ่าคนที่มีความเห็นต่างไปไม่รู้กี่คนก็ตาม

และเพลแมน คิดว่าคือร่างแปลงของเทพารักษ์ที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบคุณสมบัติความเป็นเจ้าหญิงของโอเฟเลีย  แพลแมนที่เป็นตัว “กินเด็ก” คิดว่ามาจาก ของจิตรกร ฟรังซิสโก โกยา ภาพที่ว่าเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ตอนที่ไททันโครนัส กำลังกินลูกตัวเองที่เพิ่งคลอดออกมาใหม่ๆ เพื่อป้องกันคำสาป

เหตุการณ์

ในด้านของศาสนา ภารกิจสามประการของโอเฟเลียสามารถเปรียบได้กับวิถีแห่งธรรมของพระเยซู เริ่มจากการอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากและสิ่งไม่พึงปรารถนา (ภารกิจมุดต้นมะเดื่อกับอึ่งอ่างยักษ์) การอดทนต่อสิ่งยั่วยุ (ภารกิจโต๊ะอาหารของแพลแมน) และจบลงด้วยการเสียสละเพื่อไถ่บาปแก่ปวงชน (เสียสละชีวิตตัวเองเพื่อน้องชาย) นอกจากนี้ การที่โอเฟเลียฝืนข้อห้ามของเทพารักษ์ไปกินองุ่นของเพลแมนนั้นก็อาจเปรียบได้กับการที่อีฟไม่เชื่อฟังพระเจ้า แอบหยิบผลไม้แห่งปัญญามารับประทาน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตกต่ำและบาปของมนุษย์ทั้งมวล

ในด้านการเมือง ภาพยนตร์เรื่องนี้โจมตีระบอบเผด็จการและการกดขี่ทุกรูปแบบ เห็นได้ชัดๆ จากนายพลฟรังโก และ เพลแมนที่ชอบฆ่าเด็กกิน คิดว่าต้องการสื่อถึงผู้นำที่ทำให้ผู้คน มากมายตาย เช่น เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าผู้นำที่กดขี่ผู้อื่นก็ฆ่าเด็กไปมากมาย อย่างฟาโรห์ ที่สั่งให้ทหารจับเด็กชาวยิวที่เกิดใหม่ไปเป็นอาหารเลี้ยงจระเข้ตามนโยบายคุมกำเนิดชาวยิว กษัตริย์เฮโรดที่สั่งฆ่าทารกเพศชายในเยรูซาเล็มเพื่อหวังจะกำจัดพระเยซู อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ที่ฆ่าชาวยิวไปหลายล้าน

มีบางจุดที่เหตุการณ์สองเหตุการณ์เกิดควบคู่สลับกันไปมา คือในโลกแห่งความจริงที่โหดร้าย และในแดนแห่งความฝัน ทำให้รู้ว่าสองเหตุการณ์นี้ต้องมีอะไรสักอย่างที่คล้ายๆ กัน นำมาเปรียบเทียบกันได้ ก็คือในภารกิจแรกที่โอเฟเลียได้รับมอบหมายจากหนังสือบอกชะตาชีวิต ที่ได้มาจากเทพารักษ์ ภารกิจนี้สั่งให้โอเฟเลียลอดใต้รากของต้นมะเดื่อยักษ์เพื่อไปหาอึ่งอ่างที่มากินแมลงที่เกาะตามรากไม้จนน้ำเลี้ยงต้นไม้หมดทำให้ต้นไม้ตาย โอเฟเลียโดนสั่งให้เอาหินมหัศจรรย์สามก้อนไปให้อึ่งอ่างกินและหยิบกุญแจในท้องมันออกมา จากนั้นต้นไม้ก็จะกลับมาเติบโตอีกครั้งอีกครั้ง โอเฟเรียถามอึ่งอ่างว่า “เจ้าไม่อายบ้างหรือไง เอาแต่กินแมลงแล้วก็อ้วนเอาๆ ในขณะที่ต้นไม้ตายไปเนี่ย” ตัดมาที่ฉากนายพลฟรังโกกำลังรับประทานอาหารอย่างดีกับคนชั้นสูงแห่งสเปน และคนที่สนับสนุนฟรังโก ปากก็เคี้ยวอาหารไปด่าว่าพวกกบฏว่างี่เง่าที่เชื่อว่าคนทุกคนเท่าเทียมกัน แล้วก็ยกแก้วฉลองให้กับความโชคดีที่พวกเขาได้เกิดมาในฐานะชนชั้นสูง

มุมมอง

เรื่องนี้มีมุมมองที่น่าสนใจ คือเขาเปรียบเทพนิยายเหมือนกับระบบเผด็จการ นายพลฟรังโกเป็นทหาร มีความเชื่อว่า ผู้น้อยควรเชื่อฟังผู้ใหญ่ และไม่ต้องแคร์ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่สั่งให้ทำนั้นจะดีหรือไม่ เช่น ตอนที่จับพวกกบฏติดอ่างมาได้ ก็ทรมานจนเกือบ แล้วก็เรียกหมอมารักษา จะได้เอาไปทรมานเพื่อรีดข้อมูลต่อ คนติดอ่างขอให้หมอฆ่าตัวเขา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคายข้อมูลของฝ่ายกบฏ หมอจึงฉีดยาให้ตาย พอนายพลรู้เข้าก็โกรธใหญ่ ถามว่าทำไมหมอไม่ยอมเชื่อฟัง

หมอจึงพูดว่า “ไอ้ที่สักแต่เชื่อฟังโดยไม่ลืมหูลืมตา มีแต่คนอย่างผู้กองเท่านั้นแหละครับที่ทำได้”

และต่อมา เทพารักษ์ตัดสินใจว่าจะให้โอกาสแก่โอเฟเรีย เทพารักษ์พูดว่า”พระองค์ทรงสัญญาได้ไหมพ่ะย่ะค่ะว่าจะทรงเชื่อฟัง จะทรงทำตามที่กระหม่อมบอกโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ”  จึงกล่าวได้ว่าเทพนิยายก็ไม่ต่างอะไรกับเผด็จการ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้จะสนับสนุนให้คนอยู่แต่กับความจริงอันโหดร้าย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็จะกลายเป็นคนกร้านโลก ไร้ฝัน มองโลกในแง่ร้ายแบบนายพลฟรังโกที่ สุดท้ายก็เลยไม่มีตัวตนแม้แต่ลูกของเขาเอง แต่ถ้าเป็นคนช่างฝันแบบโอเฟเลีย ที่ยึดถือจินตนาการอันสวยงามเพื่อหลีกหนีความจริงอยู่เรื่อยๆ ก็จะไม่สามารถอยู่สู้ชะตากรรมอันโหดร้ายในโลกความจริงได้ พูดง่ายๆ คือ ควรจะยึดทางสายกลางเข้าไว้ มีสติและยอมรับอยู่กับโลกแห่งความจริงเสมอ

ในตอนที่โอเฟเลียหยิบองุ่นมากิน เพราะทนสีสันยั่วยวนไม่ไหว และเหมือนว่าเธอไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เหมือนถูกสะกด คิดว่าเป็นการล้อขนบของนิทานและเทพนิยาย ตรงที่มักจะมีข้อห้ามอะไรบางอย่าง แล้วตัวเอกก็มักทำลายข้อห้ามนั้นด้วยตัวเอง ทำให้ต้องพบกับความหายนะ

นางสาวชลธิชา  มีนิล รหัส 50710084

หมวดหมู่:Student Works